[BL] Jewel AkiShira {Ch3}
posted on 20 Sep 2008 21:57 by akisame in Sakurabiyori
หากจะถามถึงโรงแรมระดับห้าดาวที่ตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงโตเกียวซึ่งนักธุรกิจชื่อดังจำนวนมากให้ความไว้วางใจในการจัดการประชุมหรือสัมมนาต่างๆก็คงหนีไม่พ้น ‘โรงแรมอิมพิเรียล’ หนึ่งในโรงแรมชื่อดังที่ไม่เพียงมีแต่การบริการและห้องพักที่ดีเลิศเท่านั้น หัวใจของความน่าเชื่อถือที่กลุ่มลูกค้าทั้งหลายต่างเชื่อมั่นยังมาจากคณะผู้บริหาร โรงแรมอิมพิเรียลแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นสาขาหลักและเป็นเพียงสาขาแห่งเดียวที่อยู่ภายใต้การร่วมทุนระหว่างตระกูลธุรกิจเก่าแก่สองตระกูลซึ่งขึ้นชื่อคร่ำวอดอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว
ตระกูล ‘อาคาทสึคิ’ และตระกูล ‘นารุคามิ’ สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการที่ทุกๆคนในวงการธุรกิจต่างให้ความสนใจในอันดับต้นๆ หลายต่อหลายคนใฝ่ฝันที่จะได้เข้าทำงาน ไม่แตกต่างไปจากหลายต่อหลายบริษัทที่ต้องการทำสัญญาเป็นคู่ค้าหรือร่วมทุน
ภายในห้องประธานกรรมการผู้บริหารที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของตึกหลักของโรงแรม ร่างสูงกำยำของผู้เป็นเจ้าของห้องที่มาบัดนี้ต้องตกเป็นเป้าหมายของนักล่าฆ่าหัวทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่คอยถูกจับตามองสอดส่องระวังภัยอย่างหนาแน่นจนต้องรู้สึกหงุดหงิดอยู่หลายต่อหลายครั้ง ทั้งยังคอยถูกตามประกบทุกฝีก้าวจนแล้วจนรอดก็ต้องหนีกลับเข้ามาในห้องทำงานเพื่อตั้งหลัก ทั้งที่อุตส่าห์ปิดเรื่องที่เขาเพิ่งถูกลอบทำร้ายเอาไว้เป็นอย่างดีแล้วแต่นี่อะไรยังไม่ทันจะข้ามคืนเรื่องของเขาก็กลับกลายเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว แล้วสุดท้ายก็เข้าหูพวกผู้ใหญ่จนได้ มิน่าล่ะถึงได้ผิดสังเกตมาตั้งแต่เช้า
ประธานกรรมการนารุคามิ อากินะ หรืออดีตทายาทยากูซ่าแห่งแก๊งค์คามินาริยืนพิงหัวไหล่ข้างขวากับกำแพงริมกระจกหน้าต่างบานใหญ่ในขณะที่มือซ้ายถือโทรศัพท์มือถือเครื่องบางแนบกับใบหูในท่าทางปรกติจนดูไม่ออกว่าเพิ่งได้รับบาดเจ็บมา ดวงตาสีดำทอดมองสีเขียวของต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกเพื่อดับความกังวลภายในใจ แต่ทว่าเสียงที่ตอบกลับไปตามสายยังคงเครียดขึงอยู่เช่นเดิม
“อืม เข้าใจแล้ว แค่ข่าวลือวงในว่าเปิดรับสมัคร แต่ไม่มีหลักฐาน หมายความว่าหาไม่ได้? อืม ขอบใจมาก”
ชายหนุ่มวางสายแล้วเดินมาวางเครื่องโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ จากนั้นจึงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมเพื่อผ่อนคลายความกดดันที่คุกคาม ค่อยๆโน้มศีรษะวางลงบนฝ่ามือที่ตั้งเท้ากับพื้นโต๊ะ ถอดหายใจอย่างปลดปลงกับข่าวความคืบหน้าที่สำนักงานนักสืบโทรมารายงาน อันที่จริงจะให้เรียกว่าข่าวความคืบหน้าก็คงจะไม่ถูกนัก ต้องเรียกข่าว‘ความเป็นไป’เสียมากกว่า เพราะไม่ว่าจะกี่ที่ต่อกี่ที่ก็ให้ได้แค่ข้อมูลที่เขาฟังมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ถึงจะรู้สึกโกรธแค่ไหนแต่จะให้ไปต่อว่าอะไรพวกเขาก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา คงต้องเปลี่ยนมาโทษตัวเองที่รู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่าพวกผู้ใหญ่เก็บข้อมูลได้เก่งมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังจะดันทุรังที่จะรู้ก่อนให้ได้ เรื่องไหนที่พวกเขาไม่ต้องการบอกต่อให้พยายามแทบตายก็ไม่มีทางได้รู้ เป็นมาอย่างนี้ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปใช้วิธีไหนผลก็ออกมาเหมือนเดิม ข้อมูลสำคัญไม่เคยรั่วไหลได้อย่างมากก็แค่เพียงเศษเสี้ยวที่ไม่มีความจำเป็นเท่านั้น และที่สำคัญเขาก็คงต้องใช้มุกเดิมๆที่ใช้อยู่เป็นประจำนั่นก็คือ ‘การทำใจ’
“งานนี้คงต้องมอบความหวังสุดท้ายให้กับนายซะแล้วสินะ อากิฮะ”
ยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ จากข้อมูลที่ได้มาทำให้เขามั่นใจเลยว่าอีกไม่นานทางผู้ใหญ่ก็คงจะหาบอดี้การ์ดมาปกป้องเขาเหมือนอย่างครั้งก่อนอย่างแน่นอน ที่ตอนนั้นเขายอมรับมันได้ก็เป็นเพราะเขายังไม่มีพลังที่จะขัดคำสั่งและตอนที่เขาได้บอดี้การ์ดมานั้นก็ไม่ใช่ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
พวกผู้ใหญ่นี่ยังร้ายเหมือนเดิม กะจะมัดมือชกเหมือนอย่างครั้งที่แล้ว? ไม่มีทาง ในเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่มีทางยอมให้ผู้ใหญ่มาบงการชีวิตของเขาอีก ลูกชายโตจนอีกไม่กี่ปีก็จะเหยียบสามสิบอยู่มะรอมมะร่อยังเป็นห่วงไม่เข้าท่าอยู่อีกหรือ นี่เขาควรจะยินดีที่กลายเป็นคนโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งหรือดีใจที่ยังคงเป็นที่รักของบรรดาพ่อแม่ไปเลยดีไหมนะจะได้ไม่ต้องมานั่งกลุ้มจนแทบจะอกแตกตายแบบนี้
จะทำอย่างไรต่อไปดี ถ้าหากยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ความรู้สึกผิดบาปในใจของเราก็จะยิ่งหนักหนาขึ้น ไม่ได้! เราจะไม่ยอมให้โศกนาฏกรรมแบบนั้นเกิดขึ้นอีก ทางเดียวที่จะขัดขวางได้....
ได้บอดี้การ์ดคนเก่าที่เคยทำงานให้จะไม่ดีกว่าหาคนใหม่รึไงกัน? ไหนๆก็กลายเป็นเพื่อนกันแล้วอย่างน้อยก็คุยอะไรกันได้ง่ายขึ้นหน่อย
ริมผีปากบางเหยียดยิ้มอย่างพอใจ ดวงตาเป็นประกายวาววับเมื่อค้นพบทางออก ทันทีที่ตัดสินใจได้มือที่ยกเคาะอยู่กับโต๊ะก็เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ เมื่อหาชื่อคนที่ต้องการติดต่อพบก็กดโทรออกทันที
ตรู๊ด...... ตรู๊ด......
เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณา........
“ปิดเครื่อง”
จากที่กำลังเครียดอยู่พอต้องเจอมากับอุปสรรคงี่เง่าอย่างเช่นการปิดเครื่อง มันทำให้คนควบคุมอารมณ์เก่งถึงกับหงุดหงิดจนต้องกัดฟันกรอด โชคดีนักที่เขายังมีอีกเบอร์ติดต่ออีกเบอร์ไม่อย่างงั้นคงได้อกระเบิดแตกตายกันมันตรงนี้
ตรู๊ด...... ตรู๊ด......
ขอโทษค่ะ ไม่สามารถติดต่อเลยหมายที่ท่านเรียก.....
“นายไปอยู่ที่ไหนนะ เซอิจิ!”
อากินะวางโทรศัพท์ลงกับโต๊ะเหมือนเดิมทั้งที่อยากจะหักให้เป็นเสี่ยงๆแล้วปาทิ้งให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่เนื่องด้วยถูกฝึกฝนเรื่องการควบคุมอารมณ์มาตั้งแต่เล็กจึงสามารถเก็บอารมณ์หงุดหงิดเอาไว้ภายในได้ทั้งหมด กุมมือจรดกับริมฝีปากอย่างครุ่นคิด แต่เมื่อรู้ตัวว่าเครียดไปก่อนก็ไม่ได้ผลดีอะไรจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้หยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องบางใส่กระเป๋ากางเกงแล้วคว้าเสื้อสูทที่ห้อยไว้กับพนักเก้าอี้มาสวมใส่จัดแต่งให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปสู้กับสายตาสอดส่องของบรรดาลูกน้องผู้จงรักภักดีต่อพวกผู้ใหญ่มากกว่าตัวเขาที่เห็นหน้ากันแทบจะทุกวัน
ความเป็นห่วงของพ่อกับแม่ในครั้งนี้ทำให้เขารู้ซึ้งถึงสัจธรรมที่กล่าวไว้ว่า ‘ไม่ว่าลูกจะอายุมากเท่าไหร่ แต่ในสายตาของพ่อกับแม่ลูกก็ยังคงเป็นเด็กตัวเล็กๆ’ นั้นยังคงใช้ได้อยู่เสมอ
แต่ในบางครั้งก็ถึงเวลาที่จะต้องปล่อยให้ลูกน้อยหัดกระพือด้วยปีกของตัวเองไม่ใช่รึไงกัน?
และเวลานั้นมันก็ได้มาถึงแล้ว
………………………………………………………….
ภายในชั้นใต้ดินของโรมแรมอิมพิเรียล ชายสูงวัยสองคนที่ยืนอยู่ด้านนอกห้องกระจกที่ใช้สำหรับฝึกซ้อมกำลังปรึกษาเรื่องงานที่ได้รับมอบหมายกันอย่างถึงพริกถึงขิง พลางคาดเดากันไปด้วยว่าในบรรดาตัวเก็งทั้งหมดใครกันน้าที่จะเป็นผู้ชนะ
“คิดว่าฝืมือของคนนี้เป็นไงครับ ฮายาชิซัง ดูจากประวัติแล้วก็นับว่าไม่เลวเลยนะครับ ทสึคิคาเงะ ชิราโทริ คนนี้”
ชายร่างสูงใหญ่แต่งกายด้วยชุดสูทสีดำรีดกรีบเรียบกริบเนียบตั้งแต่หัวจรดเท้า เส้นผมสีดำสนิทดูเข้มกว่าปกติเมื่อผ่านการย้อมด้วยน้ำยาอย่างดี ดวงตาสีเขียวสดมองร่างสูงเพรียวของผู้สมัครหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหน้าสุด หนึ่งในตัวเก็งที่เขากำลังจับตามองเป็นพิเศษ แล้วเอ่ยถามความคิดเห็นจากชายชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้าที่ทำการควบคุมดูแลการสอบคัดเลือกบอดี้การ์ดคนใหม่ให้กับเจ้านายครั้งนี้
“จากเท่าที่ดูมาผมว่าหน่วยก้านไม่เลวเลยนะครับ แถมเรื่องคุณสมบัติของการเป็นเลขาก็นับได้ว่ายอดเยี่ยม ผมให้คะแนนเต็มเลย ส่วนเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนก็ถือได้ว่าชนะขาด หายากนะครับคนแบบนี้”
ฮายาชิ เซคิชิ พ่อบ้านของตระกูลนารุคามิพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พลางนึกถึงการสอบสัมภาษณ์ในช่วงเช้า เพื่อวัดไหวพริบปฏิภาณของการทำหน้าที่เป็นเลขาซึ่งถือได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท และมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดกับธุรกิจการบริการ
การคัดเลือกบอดี้การ์ดถึงแม้จะเน้นทักษะในการต่อสู้และป้องกันตัวมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็จำเป็นต้องเพิ่มหน้าที่ในการจัดการในตำแหน่งเลขาเข้าไปด้วย เมื่อสัญญาการว่าจ้างและการปกป้องคุ้มครองในครั้งนี้ต้องเก็บให้เป็นความลับจากฝ่ายศัตรูผู้ปองร้าย หากเป่าประกาศโต้ๆว่าทางเขาได้จ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มครองอย่างเปิดเผยเพียงแค่หนึ่งคนมันจะไม่ยิ่งเหมือนกับเอาน้ำมันไปราดกองไฟอย่างนั้นหรือ สู้เก็บเรื่องไว้เป็นความลับให้อีกฝ่ายคิดไปเองว่าเป้าหมายของตนไร้คนคุ้มกันจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังพอจะอาศัยความประมาทของฝ่ายนั้นได้บ้าง เพราะคงไม่มีใครโง่พอที่จะส่งคนมาเป็นร้อยเพื่อรุมทึ้งคนเพียงคนเดียว หากกล้าทำก็นับได้ว่าขี้ขลาดอย่างไม่มีใครเกิน อีกทั้งยังจะถูกจับเอาได้ง่ายๆอีกว่าเป็นฝีมือของใคร และก็ต้องเตรียมใจตายสถานเดียว เพราะต่อให้อยู่ภายใต้การปกปักรักษาของพญามังกร แต่ก็ใช่ว่ารอดพ้นไปได้
กล้าทำย่อมต้องกล้ารับถึงจะสมศักดิ์ศรี ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่สิทธิที่จะโผล่หัวออกมาอีกต่อไป!
และสาเหตุสำคัญที่พวกเขาไม่สามารถจ้างบอดี้การ์ดมากกว่าหนึ่งคนได้ทั้งที่มีเงินมากมายนั้นก็เป็นเพราะความไม่ยินยอมจากบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครอง เพียงแค่จะยัดเยียดให้รับบอดี้การ์ดไว้แค่คนเดียวก็จะแย่แล้วนับประสาอะไรกับนับสิบคน
นารุคามิ อากินะ คือเจ้านายของเขาที่ตอนนี้กำลังตกเป็นเป้าหมายหัว ถึงแม้ว่าจะพยายามเก็บความลับเรื่องชาติกำเนิดและหน้าที่ในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏขึ้นมาเหมือนกับต้องการตอกย้ำกับคำกล่าวที่ว่า 'ความลับย่อมไม่มีในโลก'
พวกเขาเองก็คำหนักถึงคำกล่าวข้อนี้ดี เพียงแต่ไม่คาดคิดว่ามันจะรวดเร็วและผลลัพธ์ของมันจะร้ายแรงได้ถึงขั้นนี้
ช่างเป็นความคิดที่โง่เขลา ถึงกับวางกับดักเพื่อจะจับมังกร แม้ว่านายน้อยของเขาจะวางเฉย แต่คิดหรือว่าคนที่เป็นแขนขาอย่างพวกเขาและผู้ที่ยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่าอย่างนายท่านจะยอมอยู่เฉยได้ง่ายๆ
ต่อให้ครั้งนี้จะต้องมีคนมาเสียสละอีกมากมายยิ่งกว่าครั้งก่อน ถึงนายน้อยของเขาจะไม่ยินยอมและคัดค้านมากแค่ไหน แต่ก็ช่างปะไร ในเมื่อการปกป้องชีวิตของนายน้อยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดกว่าเรื่องเล็กน้อยพรรค์นั้นอยู่แล้ว
“ผลการทดสอบทั้งหมดครับ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารการประมวลผลลัพธ์อย่างคร่าวๆตามที่ได้รับคำสั่งมาให้กับหัวหน้าทั้งสอง
“ขอบใจนะ” หัวหน้าชาวต่างชาติรับมาดูโดยไม่รอช้า รอยยิ้มแห่งความพอใจระบายบางๆกับคำตอบที่ตนคาดไว้ “ผลของการทดสอบน่าประทับใจมาก คะแนนสูงติดอันดับต้นๆทั้งสองด้าน ผมว่าคนนี้แหละครับ เหมาะสม”
“ผมเองก็คิดอย่างนั้นเช่นกันครับ งั้นคงต้องรบกวนฝ่ายคุณเฟริด รายงานผลให้กับคุณฮิลเบิร์กด้วยนะครับ ส่วนที่เหลือทางผมจะจัดการต่อให้เอง” หัวหน้าฮายาชิเองก็ไม่ต่างกันนัก เทใจให้แทบจะเต็มร้อยกับผู้สมัครที่ถูกชะตาจนหัวหน้าเฟริดอดที่จะหัวเราะเบาๆออกมาไม่ได้
“ไม่มีปัญหาครับ อีกอย่างการได้มาเห็นฝีมือของคนรุ่นใหม่แบบนี้ก็เป็นเรื่องที่สนุกไม่น้อยเลย ทางผมเองก็ห่วงเรื่องความปลอดภัยของท่านอากินะเช่นกัน กับเรื่องแค่นี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เลยสักนิดเดียว”
......ไม่ใหญ่อย่างนั้นเหรอ ก็แค่เล่นกวาดบอดี้การ์ดมือหนึ่งมือสองจากทั่วโลกมาประลองฝีมือกันก็เท่านั้นเอง......
นายตำรวจนอกเครื่องแบบผู้แฝงตัวเข้ามาเป็นผู้สมัคร ทสิคิคาเงะ ชิราโทริใช้เครื่องดักฟังการสนทนาแอบอดคิดอยู่ในใจไม่ได้ อำนาจของคนจากโลกมืดพวกนี้ช่างน่ากลัวนัก เพียงแค่เอ่ยปากทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนาก็จะวางอยู่พร้อมตรงหน้า แม้ว่าบางทีสิ่งนั้นจะต้องช่วงชิงมาจากใครก็ตาม
“แต่ยังไงทางเราก็ต้องขอขอบคุณมากๆเลยครับ ที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดการให้”
ฮายาชิกล่าวอย่างนอบน้อมสมกับนิสัยของคนญี่ปุ่น และดูเหมือนเฟริดเองก็จะเคยชินกับวัฒนธรรมจนซึมซับมาบางส่วนแล้วเช่นกัน
“ทำเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ครับ ลูกชายของนายท่านก็เหมือนกับเป็นนายของพวกผมอยู่แล้ว พูดแล้วก็ยังแค้นไม่หาย นี่ถ้าเกิดรู้ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังว่ามันเป็นใคร พวกผมตั้งใจว่าจะตามไปลากคอมันมาสั่งสอนให้รู้ที่ต่ำที่สูงกันไปข้างหนึ่ง”
......แสดงนิสัยดั้งเดิมที่ปัจจุบันนี้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ได้ดี สมแล้วที่เป็นยากูซ่า ว่าแต่คาน่อน ฮิลเบิร์ก หนึ่งในเจ้าพ่อมาเฟียอันดับต้นๆกับนารุคามิ อากินะมีความสัมพันธ์เป็นพ่อลูกกัน? งั้นนี่ก็เป็นข้อมูลใหม่สิเนี่ย มิน่าล่ะ ความตายของคนๆนี้ถึงได้มีผลกระทบเป็นวงกว้างสมกับที่ทางตำรวจต้องให้ความสำคัญนัก......
สมองของตำรวจหนุ่มคิดวิเคราะห์ถึงข้อมูลใหม่ที่ได้มา แต่ก็ต้องหยุดตั้งใจฟังเมื่อได้ยินการพูดคุยของคนที่แน่ใจหรือว่ายังมีความเป็นมนุษย์อยู่ดังขึ้น
“นั่นสิครับ ต้องยิงจนปางตาย หรือไม่ก็เอาให้พิการไปทั้งชีวิต” คู่สนทนาตอบโดยแทบไม่ต้องคิด น้ำเสียงที่กล่าวฟังดูสุภาพจนไม่คาดคิดว่าผู้ที่กล่าวจะมีจิตใจที่แตกต่างไปมากเช่นนี้ และก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนในโลกมืดกระมัง เพราะความคิดที่เสนอตามมากลับฟังดูโหดร้ายยิ่งกว่า
“แต่ว่าจะดีเหรอครับ แค่ลูกปืนมันไม่เจ็บเท่าไหร่หรอกนะครับ ผมว่าน่าจะจับไปทรมาน เอาแส้เฆี่ยน หรือไม่ก็ลองเอาวัฒนธรรมเก่าๆมาใช้ดู อย่างเช่น ตอกเล็บ จักกดน้ำ ขังไว้ในกรงเดียวกับเสือหรือไม่ก็สิงโต แบบนี้น่าจะดีกว่ากันเยอะเลยครับ”
“ถ้าเพิ่มด้วยการเอาน้ำกรดราด หรือไม่ก็ตัดลิ้นด้วยก็น่าจะดีนะครับ” ฮายาชิเสริมด้วยรอยยิ้มบางแลเหี้ยมขึ้นดูน่ากลัวในชั่วครู่ “ตอนนี้ผมห่วงแต่ว่าท่านอากินะยังคงยืนกรานที่จะไม่ยอมให้ความร่วมมือ”
เฟริดพูดอย่างอารมณ์ดีกับงานที่เสร็จไปแล้วอีกหนึ่งขั้น และเน้นเสียงอย่างมั่นคงสื่อถึงความนัย
“พวกเราคงไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องนี้กันหรอกครับ ผมเชื่อว่าพวกนายท่านต้องเตรียมแผนรับมือไว้อยู่แล้ว สบายใจได้เลยครับ”
พอได้ฟัง ดวงหน้าสูงวัยก็ค่อยๆปรากฏรอยยิ้มที่วางใจเพียงกึ่งหนึ่ง เมื่อระลึกขึ้นได้ว่าต่อให้นายน้อยของเขาร้ายกาจมากสักแค่ไหน แต่อย่างไรเสียก็ไม่มีทางสู้หรือขัดใจบุพการีที่มีอำนาจมากกว่าหลายร้อยเท่าได้ แต่กระนั้นบุตรที่สามารถกางปีกโบยบินด้วยกำลังของตัวเองอย่างเข้มแข็งจะยอมหลบอยู่ใต้ปีกของพ่อแม่เสมือนกับคนขี้ขลาด? เขาเป็นคนเลี้ยงนายน้อยมากับมือทำไมเขาจะไม่รู้ว่านิสัยของนายน้อยนั้นเป็นยังไง แรกเริ่มก็จะยอมเชื่อฟังทำตามคำสั่งเพื่อความสบายใจของคนรอบข้างแต่ก็เป็นเพียงแค่เปลือกแข็งๆที่เคลือบเอาไว้เพียงภายนอกเท่านั้น ภายในก็คงไม่พ้นแผนการที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการโดยที่จะไม่มีข้อผูกมัดใดๆมาเล่นงานตนได้อีก ถึงคราวที่แล้วนายน้อยของเขาจะพลาดเพราะเจอกับคู่ปรับที่ร้ายกาจไม่แพ้กันแต่คราวนี้มันจะเหมือนกันอย่างงั้นเหรอ
'ความดีเอาชนะได้ทุกสิ่ง' ครั้งนี้เขาจะขอเชื่อคำพูดนี้ได้รึเปล่านะ
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ”
ถึงน้ำเสียงที่ตอบกลับมาจะฟังดูเหมือนไม่มั่นใจสักเท่าไหร่นัก แต่เฟริดก็พอจะเข้าใจดีถึงหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เขารู้ดีว่าฮายาชิรักนายน้อยอากินะมากขนาดไหน รักเหมือนกับเป็นลูกแท้ๆของตัวเองซึ่งคงไม่ต่างจากเจ้านายของเขาที่เป็นห่วงลูกชายของหญิงสาวที่เคยแอบหลงรักจนต้องยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วมกับงานนี้โดยตรง แม้จะไม่สมหวังกับหญิงที่ตนรัก แค่เพียงได้ปกป้องสายเลือดของเธอคนนั้น หัวใจก็พองโตด้วยความสุขที่ล้นปริ่มออกมา
นิยามของความรักมีมากมายหลายรูปแบบ หากให้เขียนคำอธิบายลงบนกระดาษ ต่อให้เวลาชาตินี้ทั้งชาติคนที่ยังไม่เคยได้พบกับความรักอย่างเขาก็คงไม่มีทางทำได้
เฟริดกล่าวลาเมื่อเห็นผู้คุมประกาศจบการทดสอบ และผู้สมัครต่างก็ทยอยกันออกมาจากห้อง
“งั้นผมคงต้องขอตัวก่อน”
“เช่นกันครับ” หัวหน้าควบคุมการสอบชาวญี่ปุ่นโค้งกายลา และยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เพื่อทบทวนหาทางป้องกันไม่ให้นายน้อยจอมวางแผนหาทางแกล้งคนที่เขาจะเสนอชื่อมาเป็นบอดี้การ์ดคนใหม่ได้ แล้วยิ่งเป็นเด็กดีที่ดูไม่ค่อยจะทันเล่ห์เหลี่ยมด้วยแล้วสีหน้าของคุณสูงวัยจึงดูเคร่งเครียดเป็นพิเศษ แต่ความคิดทั้งหลายก็เป็นอันต้องหยุดชะงักลง เมื่อสายตากวาดไปเห็นผู้สมัครที่พวกเขาหมายตา
“อ้าว จะกลับแล้วหรือ ชิราโทริคุง”
ชิราโทริลุกขึ้นจากที่นั่งทันทีที่เริ่มปลอดคน มือเรียวหยิบแฟ้มเอกสารที่เตรียมไว้แล้วก้าวออกมาจากห้องเป็นคนท้ายๆ เมื่อได้ยินเสียงทักจึงเดินตรงเข้าไปหาผู้สูงวัย แล้วโค้งสวัสดีอย่างนอบน้อม เรียกคะแนนความเอ็นดูไปเต็มๆ
“ครับ ฮายาชิซัง พอดีว่าผมนัดกับริวจังเอาไว้ ถ้าไปสายผมคงจะถูกบ่นแย่เลย”
คนสูงวัยยิ้มกว้างอย่างเอ็นดูเสมือนกับได้เห็นลูกหลานของตัวเอง กล่าวชมอย่างไม่ปิดบัง
“ผลงานของเธอเป็นที่ประทับใจมาก ฉันคิดว่าโอกาสที่นายท่านจะเลือกเธอน่าจะสูงเกือบถึงร้อยเปอร์เซ็นเลยทีเดียว แล้วก็ฝากความคิดถึงถึงคุณพ่อของเธอด้วยนะ ฝากบอกว่าขอบคุณที่ยอมส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาร่วมสมัคร และก็ขอฝากดูแลคุณหนูริวอิจิด้วย”
“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ตัวผมยังต้องฝึกฝนอีกมาก ฮายาชิซังก็ชมเกินไป" ผู้น้อยโค้งขอบคุณ แย้มยิ้มอย่างสดใส "แล้วผมจะเรียนให้คุณพ่อทราบ ส่วนเรื่องของริวจังก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมรับรองว่าจะคุ้มครองจนถึงบ้านเอง”
ยิ่งเจอการถล่มตัวแบบนี้ยิ่งถูกใจ ถ้าหากเขาจะเพิ่มคะแนนความพิศวาสคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังมันจะผิดต่อนายน้อยหรือเปล่าหนอ จากที่ดูตามผลงานคนที่มีความสามารถทั้งด้านการต่อสู้และการทำหน้าที่เป็นเลขาอย่างที่เขาต้องการ มีชิราโทริเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำคะแนนทั้งสองอย่างออกมาได้ดีจนเรียกได้ว่าเกินคาด ต่างจากคนอื่นๆที่ดีอยู่เพียงการต่อสู้เพียงด้านเดียวเท่านั้น และถ้าสืบไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายท่านของเขากับบิดาของชายหนุ่มคนนี้ก็ยิ่งเห็นถึงความเหมาะสม ยามที่เพื่อนเดือดร้อนก็จำเป็นต้องช่วยเหลือกันจริงไหมเล่า
“ฮะๆ ฮ่าๆ เธอเองก็ถ่อมตัวมากเกินไปเหมือนกัน เอาล่ะ ฉันไม่กวนเวลาแล้ว หวังว่าพรุ่งนี้คงได้เจอกันในฐานะของเพื่อนร่วมงาน”
ริมฝีปากบางยกยิ้มกว้าง “ขอตัวนะครับ”
ชิราโทริโค้งอำลาแล้วจึงเดินไปกดลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นบน ระหว่างที่รออยู่นั้นก็ทบทวนถึงสิ่งต่างๆที่เขาทำลงไปในวันนี้ไปด้วย ดวงตาสีฟ้าสวยฉายประกายกล้า ใบหน้าสวยคมระบายรอยยิ้มบางเมื่อเป้าหมายที่มุ่งหวังเป็นอันเรียบร้อยโดยที่ไม่ต้องกังวลแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่จะได้งานจะต้องเป็นเขาไม่เพี้ยนอย่างแน่นอน อาจจะดูโกงไปสักหน่อยที่แอบฟังผลก่อนแบบนี้ แต่อย่างไรเสียผลลัพธ์สุดท้ายก็เหมือนกัน
ดีใจที่ได้งานอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย เขาแค่กำลังรู้สึกท้าทายที่จะได้มาลองฝีมือกับคุณชายผู้เก่งกาจต่างหาก ยิ่งได้ฟังเกียรติศักดิ์ที่ร่ำลือมานานก็ยิ่งอยากจะลองพบตัวจริงดูอีกสักครั้ง ผมอยากจะรู้จริงๆว่าคุณจะสลัดผมหลุดยังไง บอดี้การ์ดของคุณคนนี้เคี้ยวไม่ง่ายเหมือนกับคนอื่นๆหรอกนะครับ
กริ๊ง!
ร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปในลิฟต์ที่ลงมาถึง และเลือกกดเลขหนึ่งบนแผงตัวเลขที่เรียงรายอยู่ด้านข้าง ระหว่างที่เกือบจะถึงชั้นหนึ่งลิฟต์ก็หยุดแวะรับพนักงานสาวในชุดทำงานสีฟ้าอ่อนของบริษัท ดูเรียบร้อยสวยงาม และน่ามอง จนอดชมผู้ออกแบบอยู่ภายในใจไม่ได้
“มาสมัครงานที่นี่หรือคะ?” พนักงานสาวโค้งศีรษะนิดๆ เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเห็นชายหนุ่มขึ้นมาจากชั้นใต้ดินที่ซึ่งเป็นอันรู้กันในวงในว่าเป็นห้องจัดการทดสอบเวลารับพนักงานใหม่ แถมยังสวมชุดสูทดูเรียบร้อยเสียขนาดนี้จึงทำให้เดาได้ไม่ยาก และถึงจะเดาผิดแต่ด้วยหน้าที่เธอจึงต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทักทายก่อนเผื่อว่าชายหนุ่มต้องการความช่วยเหลือใดๆที่ตัวเธอพอจะช่วยเหลือได้
“ครับ แต่ไม่รู้ว่าจะได้รึเปล่า ถ้าเกิดได้ทำงานที่นี่ก็คงดีนะครับ คงเหมือนฝัน ความจริงแล้วผมแอบชื่นชมท่านประธานนารุคามิมากๆเลยล่ะครับ”
ผู้สมัครหนุ่มโค้งลงทักทายตอบ ใบหน้างามแสร้งยิ้มอย่างประหม่าแล้วจึงค่อยพูดถึงแรงจูงใจที่อยากจะทำงานเป็นการวางกับดักชั้นที่หนึ่ง เพราะต้องการเลียบถามข้อมูลที่นอกเหนือจากของเดิมและผูกมิตรเพื่อประโยชน์ในอนาคตอันใกล้ แค่มองผ่านๆผมก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เองก็ชื่นชมคุณมากเหลือเกิน อากินะซัง ไม่อย่างนั้นเธอจะยิ่งยิ้มกว้างในเวลาที่ผมพูดยกย่องคุณอย่างนั้นเหรอ
“ยังไงก็ขอให้โชคดีค่ะ ไหนๆก็อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว ได้พบท่านรึยังคะ” พนักงานสาวกล่าวอวยพร พลางใช้สายตาเลียบมองใบหน้างดงามที่ไม่อาจบ่งบอกถึงเพศได้แน่ชัด จะให้เรียกว่าหล่อเหล่าก็คงจะไม่ถูกซะดีเดียว หากไปเทียบกับท่านประธานนารุคามิก็คงต้องเปลี่ยนเป็นชิดซ้าย หากให้เรียกว่าสวย หรือน่ารักที่ปนไปด้วยความหล่อเหลาของเด็กหนุ่มวัยแรกรุ่นก็เกือบจะใช่ แต่เหมือนกับนักร้องวัยรุ่นที่มีใบหน้ารวมความงามของทั้งสองเพศเอาไว้ แล้วใบหน้านี้นั้นก็เหมาะกับคำว่า 'สวยคมคาย' มากกว่าสวยหวานหรือน่ารัก เสมือนกับกุหลาบงามที่ยังคงมีหนามแหลมคม....ไม่สิ ไม่ใช่มั้ง ท่าทางออกจะซื่อดูอ่อนต่อโลกขนาดนี้ ตายแล้วนี่เราเผลอคิดอะไรอยู่นี่
“เอ๋ ขึ้นไปพบท่านได้ด้วยหรือครับ” ชิราโทริแสดงสีหน้าตกใจที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นทั้งน้ำเสียงและสายตา
หญิงสาวอมยิ้มน้อยๆ “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ ดิฉันหมายถึงท่านประธานท่านชอบไปร่วมเล่นกีฬากับพนักงานในบริษัทหรือแขกที่มาพัก ส่วนมากจะเป็นช่วงเย็นๆ บางทีก็เป็นช่วงเช้า เคยแวะมาดูบ้างรึเปล่าคะ บางทีท่านก็จะออกมาเดินตรวจตราดูความเรียบร้อย หรือไม่ก็สอบถามท่านลูกค้าถึงการบริการของโรงแรมเรา หาไม่ยากหรอกค่ะ ที่ไหนที่มีสาวๆมุงดูกันเยอะๆมั่นใจได้เลยค่ะว่าท่านต้องอยู่ตรงนั้นอย่างแน่นอน”
“อย่างนั้นเหรอครับ ขอบคุณมากเลยครับ”
ชายหนุ่มก้มหัวขอบคุณอย่างจริงใจ การกระทำที่เกิดมาจนป่านนี้หญิงสาวเองก็เพิ่งจะเคยได้รับ ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่เธอจะรีบยกมือห้าม และอดที่จะแอบเชียร์ให้ได้ทำงานร่วมกันในอนาคตไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ที่ดิฉันเข้าทำงานที่นี่ก็เพราะชื่นชมในตัวท่านประธานเหมือนกัน หวังว่าจะได้ทำงานร่วมกับคุณนะคะ เชิญค่ะ”
ติดกับดักเข้าแล้ว!
ชิราโทริยิ้มขอบคุณอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกไปเมื่อถึงชั้นที่หมาย และยังไม่ทันจะได้มองสำรวจอะไรมากมายสายตาก็สะดุดเข้ากับกลุ่มพนักงานในชุดสูทสีดำสนิทซึ่งติดเครื่องหมายระบุไว้ชัดว่าเป็นผู้รักษาความปลอดภัย หรือจะเรียกให้ถูกก็คือสมาชิกของกลุ่มยากูซ่าที่มาวันนี้ยอมเปลี่ยนงานชั่วคราวเพื่อปกป้องนายของตนต่างหาก จริงอยู่ที่แต่ละคนนั้นมีใบหน้าที่ไม่บ่งบอกถึงความดุร้ายหรือลักษณะที่บ่งบอกถึงสัญชาตญาณดิบ เถื่อนแต่ตำรวจหนุ่มก็สามารถมองออกได้ไม่ยากในเมื่อเขาจดจำรายละเอียดและใบหน้าของสมาชิกทุกคนที่หาข้อมูลมาได้หมดแล้ว ยิ่งเป็นคนที่ทำงานเป็นแขนขายิ่งหาข้อมูลที่เที่ยงแท้ได้ง่ายกว่าบุคคลสำคัญเสียอีก ไม่ต้องมาเล่นเกมจับผิดทีหลังเหมือนกับที่เขาต้องทำในตอนนี้
ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทตกอยู่ในวงล้อมห่างๆของบรรดาลูกน้องที่จงรักภัคดี ใบหน้าที่เคยจดจำได้ว่าคงสีหน้าให้นิ่งเรียบคล้ายเย็นชากำลังระบายรอยยิ้มบางน่ามอง อ่อนโยน และอบอุ่นอย่างหน้าประหลาดถึงแม้จะเดาได้ไม่ยากว่าเป็นรอยยิ้มที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น แต่ว่ามันจะใช่แน่หรือ ความรู้สึกที่น่าเข้าหาจนอยากจะไขว่คว้ามาเป็นของตนแบบนี้ มันเป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงของคุณหรือว่าจงใจทำ?
ไม่ผิดไปจากข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยข่าวกรอง นารุคามิ อากินะ เป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อมชวนฝันไปด้วยทุกสิ่ง ทั้งรูปลักษณ์อันหล่อเหล่า เรือนกายแข็งแกร่งสมส่วนจนน่าอิจฉา ทรัพย์สมบัติที่ใช้ทั้งชาตินี้ชาติหน้ายังไงก็ไม่มีทางหมด และอุปนิสัยอันดี รู้สึกหัวใจอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้ ทั้งยังเป็นผู้นำที่มีความอ่อนโยน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตาต่อผู้ที่ต้อยต่ำกว่า เห็นอกเห็นใจ และรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างเยือกเย็นโดยไม่ขาดรอยยิ้ม
ช่างแตกต่างกับบุคลิกเก่าโดยสิ้นเชิง เป็นชายหนุ่มในอุดมคติที่ทุกคนต่างใฝ่หา เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คุณที่ผมเคยรู้จัก คุณหลอกคนอื่นได้แนบเนียนก็จริงอยู่แต่คุณมั่นใจหรือว่าคุณจะหลอกหัวใจของคุณได้
ดวงตาสีฟ้าเลียบมองในระยะไกลแต่กระนั้นภาพของร่างสูงกลับยิ่งชัดเจนขึ้นในสายตา ใบหน้าคมคายที่คล้ายคลึงกับพี่ชายของเขายามพูดคุยกับแขกเหรื่อดูสดใส เส้นผมสีดำเฉกเช่นเดียวกับดวงตาสีเดียวกันขับผิวขาวให้ยิ่งสว่างจนเหมือนกันเทพบุตรลงมาจุติจริงๆ ไม่เหมือนเพียงแค่ใบหน้าอย่างเดียวเท่านั้น รูปร่างที่สูงใหญ่องอาจก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน จะต่างกันก็เพียงแค่สีของเส้นผมและดวงตาเท่านั้น หากว่าเขาไม่ใช่คนใกล้ชิดก็เป็นไปได้ว่าอาจจะทักผิดคนหรือสับสนเหมือนกับที่ใครหลายคนเคยเป็น
อากินะซัง คุณคงไม่รู้หรอกว่าต่อให้คุณกับพี่เหมือนกันจนแทบจะแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ผมก็สามารถแยกคุณออกได้ อย่างแรกก็เพราะว่าคุณกับพี่มีแววตาที่ไม่เหมือนกัน อย่างที่สองคือการแสดงอารมณ์ ถึงคุณจะแสดงได้เหมือนกับพี่มากแค่ไหนแต่ยังไงผมก็มั่นใจว่าดูออก ส่วนอื่นๆนั้น.....ไว้รอให้ผมใกล้ชิดกับคุณจนแน่ใจมากกว่านี้ก็แล้วกัน
หลังจากที่ทักทายกลุ่มลูกค้าเสร็จท่านประธานนารุคามิก็เดินเลียบออกมาตรงไปที่ลิฟต์ และก็เหมือนเดิมที่ต้องถูกตามประกบด้วยกลุ่มองครักษ์อย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อออกมาจนถึงจุดที่ไม่มีคนพลุ่กพล่านจึงเริ่มเอ่ยปากไล่อย่างที่ตั้งใจไว้แต่ต้นในเวลาที่เริ่มหมดความอดทน
“กลับไปทำหน้าที่ของทุกคนกันได้แล้ว” อากินะพูดด้วยเสียงเรียบชัดถ้อยชัดคำ การแสดงออกถึงอารมณ์ที่สมาชิกของแก๊งค์ยากูซ่าต่างเข้าใจดีโดยไม่ต้องปรึกษาว่าตอนนี้กราฟแสดงอัตราความโกรธของเจ้านายที่เคารพของพวกเขานั้นสูงมากขนาดไหน ยิ่งสบตามองดวงแววตาที่นิ่งสนิทไร้อามรณ์แบบนี้ด้วยแล้ว ก็เสมือนกับเป็นสัญญาณเตือนอันตรายให้รีบเผ่นตัวใครตัวมัน ปกติแค่มองก็กลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว อยู่เพ่งมากกว่านี้เลย
ตอนนี้หลายต่อหลายคนที่เริ่มทนกับแรงกดดันไม่ไหวรีบเอาตัวรอดเผ่นกลับไปหางานทำก่อนที่จะได้ถูกสั่งงานมาให้ทำอย่างไม่ปราณี จะเหลือก็แต่เจ้าหน้าที่ใจกล้าสี่ห้าคนที่ยังคงยืนอยู่ เด็กใหม่ย่อมไฟแรง แต่เป็นเพราะมาแรงไม่ถูกที่ถูกทางน้ำเสียงเรียบจึงดังขึ้นอีกที
“ฉันไม่อยากพูดซ้ำ มัวแต่ยืนขวางทางอยู่แบบนี้ก็รังแต่จะเป็นจุดสนใจในทางลบเสียภาพพจน์ของโรงแรมเรามากกว่า หน้าที่ของพวกนายจะบอกฉันว่าไม่ใช่การคุ้มครองท่านลูกค้า?”
“แต่ท่านประธานครับ นี่เป็นคำสั่งโดยตรงจากเบื้องบน พวกเราต้องทำตามหน้าที่ครับ ได้โปรดเข้าใจพวกเราด้วยเถอะครับ”
กลุ่มรุ่นพี่บางคนที่ยังยืนแอบดูอยู่ถึงกับจุ๊ปาก ด้วยไม่คิดว่ารุ่นน้องจะกล้าโต้กลับไป วอนเสียแล้ว ไฟแรงกันเสียจริง เห็นแรงมาได้เกือบๆห้าปีแล้วยังไม่ดับลงอีก รู้มั้ยนั่นว่ามันทำให้ความอดทนของนายน้อยที่เคารพต้องขาดผึง
นัยน์ตาสีดำมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย จับจ้องจนเหล่าข้ารับใช้ผู้อาจหาญต้องอกสั่นขวัญแขวนไปกับเป็นแถบ
“นี่ก็เป็นคำสั่ง ผลทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด หวังว่าคงเข้าใจที่พูดนะ”
เพียงเท่านั้น เหล่าลูกน้องก็เป็นอันต้องขวัญกระเจิงรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วกันแทบไม่เป็นท่า เนื่องด้วยกลัวว่าจะไม่ได้กลับไปบ้านในสภาพสมบูรณ์ อวัยวะครบถ้วนไม่สูญหายแม้แต่ส่วนเดียว
ร่างสูงแอบถอนหายใจอย่างปลดปลง กว่าจะไล่ไปได้ก็ทำเอาเหนื่อย ระบบประสาทตึงเครียดไปหมด ไม่คิดเลยว่าความอดทนของเราจะมาหมดเอากับเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องได้ ดวงตากวาดมองไปรอบๆ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ตามแล้วจึงมองกลับไปยังจุดมุ่งหมายแต่แรกอีกครั้ง แล้วแววสงสัยก็ฉายชัดขึ้นในดวงตากับภาพของร่างสูงโปร่งของ..ชายหรือหญิง เส้นผมสีดำยาวสลวยจรดกลางหลังถูกมัดรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าสวยคมคายแบบคนเอเชียต่างจากสีของนัยน์ตาที่บ่งบอกว่ามีเชื้อชาติมาจากฝั่งยุโรปมองดูแทบไม่ออกว่าเป็นเพศไหนหากไม่ได้ชุดสูทสำหรับบุรุษที่สวมใส่อยู่เป็นเครื่องบ่งบอก ดวงตาสีฟ้าสวยจับจ้องไปยังฝ่ามือที่ยกขึ้นสูง ท่าทางดูแปลกๆไม่ปกติจนน่าสงสัย และเพื่อความแน่ใจอากินะจึงตรงเข้าไปโดยไม่ลังเล
“เป็นอะไรรึเปล่าครับ ทางเราต้องขออภัยจริงๆ” ร่างสูงกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงเสียใจอย่างสุดซึ้ง เมื่อเห็นหลังฝ่ามือเรียวถูกข่วนเป็นทางยาวจนเลือดซิบ แน่แล้วคงเป็นเพราะถูกเจ้าพวกลูกน้องตัวแสบเบียดเอาจนถูกแฟ้มที่ถืออยู่ข่วนเอา ความผิดที่ทำให้ลูกค้าได้รับบาดเจ็บครั้งนี้จะไปทวงคืนกับใครดี!
ชายหนุ่มลูกครึ่งผู้เป็นเจ้าของใบหน้าหวานยิ้มเจื่อน รีบกล่าวปฏิเสธ “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ คุณไม่ได้ผิดสักหน่อย เป็นฝ่ายผมต่างหากที่เผลอใจลอยเอง อีกอย่างผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ”
“ถึงจะเป็นแค่รอยข่วนแต่ผมว่าทำแผลฆ่าเชื้อสักหน่อยก็ดีนะครับ เชิญครับ” ท่านประธานเริ่มทำงานรับรองตามหน้าที่ถือวิสาสะดึงแฟ้มจากมือบางไปถือ พลางผายมือเตรียมนำทางไปยังห้องพยาบาลโดยไม่ยอมรอไม่ฟังเสียงทัดทาน ชิราโทริจึงยอมรับไมตรีครั้งนี้แต่โดยดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะลอยมาหาง่ายๆ โดยที่แทบจะไม่ต้องออกแรงไขว่คว้า หากปล่อยไปก็นับว่าไม่ฉลาดแล้ว
“ขอบคุณมากครับ” ร่างบางส่งยิ้มขอบคุณดูใสซื่อที่แม้ท่านประธานที่เจนจัดต่อโลกยังดูไม่ออกว่ามันคือการจงใจ
ชิราโทริเดินตามเจ้านายในอนาคตไปติดๆ พร้อมทั้งวางแผนสานความสัมพันธ์ขั้นแรกอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในใจ ตอนนี้รู้จักกันก่อนแค่นี้ก็พอ เพราะอีกไม่นานเราสองคนก็จะได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ และก็มีเวลาอีกมากที่จะศึกษากันและกัน จริงไหมครับ เจ้านาย
...............................................................................