[BL] Jewel AkiShira {Ch4}
posted on 20 Sep 2008 22:08 by akisame in Sakurabiyori
“รอนานรึเปล่าชิระจัง” เสียงหวานใสที่มาถึงก่อนตัวของริวอิจิดังขึ้นเรียกความสนใจจากร่างสองร่างที่นั่งดื่มน้ำชาชมวิวไปเรื่อยๆดูไม่รีบร้อน แตกต่างจากผู้มาเยือนที่รีบวิ่งหลบหลีกผู้คนภายในร้านกาแฟมาถึงโต๊ะได้โดยสวัสดิภาพ งานนี้ต้องยกย่องความดีความชอบให้กับความสามารถเฉพาะตัวที่เจ้าตัวอดจะยืดอกภูมิใจนิดๆไม่ได้
“ไม่นานหรอก เพิ่มมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง อ้าว พี่อากิฮะ ไหนบอกว่าจะไปเจอกันที่บ้านไงครับ” ชิราโทริยิ้มทักทาย แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นคนที่เดินตามเพื่อนรักของเขามาก็คือพี่ชายที่วันนี้ชิคาระน้องชายของเขาบ่นถึงทั้งวัน
“พอดีเปลี่ยนแผนนิดหน่อยน่ะ เราไปรับชิคาระมา หรือว่าเพื่อนมาส่ง” อากิฮะยิ้มตอบก่อนที่จะนั่งลงข้างน้องชายคนเล็กที่ดูจะสดชื่นเป็นพิเศษ
ชิคาระกอดพี่ชายคนโตของบ้านอ้อนๆ เนื่องจากที่ไม่ได้เจอกันมาเป็นเวลานานหลายเดือนจึงทำให้คิดถึงมากกว่าปกติ
“พวกโกโร่มาส่งน่ะครับ ความจริงผมก็มาเองคนเดียวได้ไม่เห็นจะต้องมาส่งเลย”
อากิฮะกอดตอบ พลางประทับจูบลงบนหน้าผากนวลให้หายคิดถึง "ไม่ได้หรอก เราก็รู้นี่ว่าพี่เป็นห่วงเรามากแค่ไหน แล้วมือเราไปโดนอะไรมาน่ะ ชิระ"
“แค่รอยข่วนเล็กๆเองครับ แล้วเผอิญเจอคนใจดีช่วยทำแผลให้”
ชิราโทรายกฝ่ามือข้างซ้ายที่ถูกผันด้วยผ้าผันแผลเรียบร้อยขึ้นมอง ไม่น่าเชื่อว่ากับแค่รอยข่วนเล็กๆแค่นั้น ท่านประธานนารุคามิจะให้ความสำคัญมากถึงขนาดนี้ ริมฝีปากบางระบายรอยยิ้มน้อยๆยามเมื่อนึกถึงสายตาห่วงใยของคนๆนั้นแล้วลองเทียบกับคนที่อยู่ในความทรงจำสมัยเด็กอันน่าประทับใจ น่าเสียดายที่พอเจ้านายในอนาคตของเขาพาเขาไปส่งที่ห้องพยาบาลเรียบร้อยแล้วก็จากไปในทันทีจึงไม่ได้มีโอกาสพูดคุยอะไรมากนัก แต่ไม่รู้ว่าเขาจะแอบคิดเข้าข้างตัวเองไปรึเปล่านะ เขารู้สึกว่าสายตาของร่างสูงยามที่มองเขานั้นแตกต่างจากสายตาที่ใช้มองคนทั่วๆไป ดูอบอุ่นและก็จริงใจกว่า หรือบางทีที่เขาคิดไปแบบนี้ก็อาจเป็นเพราะตัวตนของร่างสูงในวัยเด็กนั้นมีอิทธิพลต่อเขามากโดยไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้
“อย่าบอกนะว่าหมอนี่เป็นพี่ชายของพวกนาย ไม่จริง ไม่จริงใช่มั้ย ชิระจัง ชิคาระจัง” ริวอิจิถึงกับอึ้งไปพักใหญ่กับบทสนทนาระหว่างสามพี่น้อง ถามออกมาราวกับคนเพ้อเพราะพิษไข้เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้ยินมานั้นเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่แล้วก็ต้องตื่นมายอมรับกับความเป็นจริงเมื่อเสียงหวานใสของชิคาระตอบขึ้น
“ใช่แล้วริวจัง นี่คือพี่อากิฮะ พี่ชายของพวกเราทั้งสองคน” หนุ่มน้อยหน้าหวานน่ารักยิ้มกว้างแบบภาคภูมิใจที่จะนำเสนอสุดๆ
พอเห็นอาการของเพื่อนรักที่ทำท่าทางรับไม่ได้อย่างรุนแรงแบบนั้น ชิราโทริก็อดที่จะหัวเราะเบาๆไม่ได้ หันไปซักอีกคนที่นั่งอมยิ้มอยู่ในฝั่งตรงข้าม “พี่เคยแกล้งเพื่อนผมไว้รึเปล่าครับ ริวจังถึงได้ตกใจซะขนาดนี้”
“เท่าที่จำได้พี่ว่าไม่เคยนะ” อากิฮะตอบไปตามความจริง เพียงแต่ตอบไม่หมด เพราะที่จำไม่ได้ล้วนเป็นการแกล้งร่างบางที่กำลังทำหน้าบูดใส่ทั้งสิ้น
ชิราโทริพยักหน้าคล้ายจะเข้าใจถึงอาการอยากเอ็นดูริวอิจิของพี่ชายตน “อืม... แล้วที่บอกว่าเปลี่ยนแผนเรื่องอะไรเหรอครับ”
ยังไม่ทันที่อากิฮะจะได้ทับอ้าปากก็ถูกริวอิจิแย่งตอบราวกับติดจรวดก็ไม่ปาน
“คืออย่างงี้นะ วันนี้ฉันไปขออนุญาตพี่อากินะให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของชิระจังมา แล้วพี่ก็อนุญาตด้วยล่ะ ฉันก็เลยกะว่าจะมารับชิระจังกับชิคาระจังไปที่บ้านด้วยกันเลยน่ะสิ ไม่ได้ติดธุระอะไรใช่มั้ย จะกลับไปเอาอะไรที่บ้านรึเปล่า แต่ว่าต้องไปนะๆ”
ไม่ชวนเปล่าเจ้าตัวยังกอดอ้อนๆเหมือนกับลูกแมวน้อย ชิราโทริยิ้มกว้างให้กับเพื่อนตัวเล็ก แล้วก็อดขำอีกรอบกับท่าทางน่ารักๆของอีกฝ่ายไม่ได้ และดูเหมือนคนอื่นๆที่แอบมองมาจะเห็นด้วยกันกับเขา เพราะพาลกันอมยิ้มส่งมาให้กันถ้วนหน้า
“ริวจังอุตส่าห์ชวนไปเที่ยวบ้านทั้งทีแล้วจะไม่ไปได้ยังไง แล้วพี่ล่ะครับ”
“งานนี้พี่เองก็เป็นเจ้าของงานเหมือนกัน ขืนไม่ไปอากินะคงได้มาถล่มบ้านเราแน่” ฝ่ายพี่ชายเองก็เอ็นดูคนตัวเล็กที่นิสัยก็เด็กตามขนาดตัวหัวเราะตรงไปตรงมาอย่างครื้นเครง จึงถูกคนตัวเล็กที่ถูกล้อเหวี่ยงค้อนใส่อยู่หลายรอบ
“ทำไมต้องถล่มบ้านเราด้วยล่ะครับ” ชิคาระถามขึ้นเพราะตามความนัยไม่ทัน บริสุทธิ์ไร้เดียงสาโดยที่ไม่ได้เสแสร้ง สมกับเป็นน้องชายที่พวกเขาสองคนปกป้องเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่อาจจะเพราะรักมากเกินไปสุดท้ายก็เลยต้องมาเป็นห่วงอยู่ทุกฝีก้าวว่าจะไปถูกใครเขาหลอกมาหรือไม่
“ก็มาลากตัวพี่ไปปิดงานไง ชิคาระ” อากิฮะตอบด้วยรอยยิ้ม ขยี้ผมของน้องเบาๆด้วยความหมั่นเขี้ยว
และทั้งสี่คงก็ยังคงนั่งคุยให้หายคิดถึงกันอีกสักพักใหญ่จึงได้เวลาเคลื่อนพลออกไปโดยไม่รู้เลยว่าได้กลายเป้าสายตาของคนในร้านทั้งชายหญิงที่เพิ่มขึ้นจนเกือบจะเป็นสองเท่า เพราะโอกาสดีๆที่จะได้เห็นกลุ่มบุรุษรูปงามนั่งรวมตัวกันใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ หากพลาดไปแล้วก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้มีโอกาสมานั่งมองสิ่งที่สวยงามเพื่อความอิ่มเอนทางจิตใจอีก
ถูกต้องแล้ว และโอกาสดีๆที่จะทำให้ผมได้เข้าใกล้คุณอีกครั้งก่อนที่จะได้พบกันในฐานะเจ้านายกับลูกน้องก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆเช่นกัน
...............................................................................
ใช้เวลาเดินทางจากร้านคอฟฟี่ช็อบไม่นานนักคฤหาสน์สไตล์ญี่ปุ่นหลังใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตา อากิฮะที่กลายเป็นคนขับรถของคุณหนูริวอิจิของบ้านไปโดยปริยายขับรถอ้อมไปด้านข้างเพื่อเข้าสู่โรงจอดรถ หลังจากที่ลงจากรถกันเรียบร้อยเหล่าคณะผู้มาเยือนก็เดินข้ามเขตกำแพงมาสู่เขตของตัวบ้านที่มีสมาชิกในบ้านมายืนรอต้อนรับอยู่เรียงรายราวกับมีตาทิพย์ล่วงรู้ว่าพวกเขาจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่มันก็คงจะไม่แปลกอะไรเมื่อตามตัวบ้านในหลายๆจุดมีเครื่องสอดแนมหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า 'ระบบป้องกันภัย' ที่ถูกใช้ไปในทางที่ไม่รู้จะเรียกได้ว่าถูกต้องหรือเปล่าสำหรับการสอดแนมรับรู้ไปซะทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในบ้านและรอบๆอาณาเขตของบ้าน และด้วยเหตุนี้สมาชิกของบ้านหลังนี้จึงมีคติที่ว่า 'ความลับไม่มีในโลก' หรือ 'เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขซึ่งรวมไปถึงการรับรู้เรื่องราวทุกอย่างของทุกๆคน'
“ยินดีต้อนรับนะ เชิญเข้าบ้านก่อน” คุณหนูริวอิจิผู้เป็นเจ้าบ้านนำทางอย่างอารมณ์ดี ดูแจ่มใสและเบิกบานผิดปรกติ และนั่นก็เป็นเพราะครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่เหล่าบรรดาลูกน้องจะมองออกอย่างง่ายดาย
“อ้าว คุณหนูกลับมาแล้วคะ เร็วกว่าที่คิดไว้ซะอีก” หญิงสูงวัยผู้เป็นหัวหน้าแม่บ้านเอ่ยทักคุณหนูก่อน แล้วจึงหันไปยิ้มทักทายแขกที่ยืนอยู่ทั้งสามคน “สวัสดีค่ะ อากิฮะซังไม่ได้พบกันนานเลยนะคะ”
“ก็นานพอดูเลยล่ะครับ รินนะซังยังดูสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ” อากิฮะชมตรงๆทำเอารินนะหน้าบานจนแทบจะหุบไม่ลง ลืมอายุจริงๆของตนไปเสียสนิท
“แหม อย่าชมคนแก่ให้อายเล่นเลยค่ะ พอดีคุณชายสามให้ดิฉันอยู่ต้อนรับ เชิญไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ แล้วดิฉันจะพาไปพบท่านที่ห้องโถงกลาง”
“เดี๋ยวผมจะนำทางไปเองนะ รินนะซัง” คุณหนูที่เริ่มจะออกอาการบ้าเห่อเพื่อนรักรีบเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น แต่ทว่าโชคกลับไม่เข้าข้างสักเท่าไหร่นักเมื่อต้องถูกขัดตรงๆโดยไม่คิดที่จะถนอมน้ำใจ แผนการอวดโฉมของเพื่อนๆที่เตรียมการเอาไว้เรียบร้อยจึงต้องพังไม่เป็นท่า
“ไม่ได้หรอกค่ะ อยู่ๆคุณหนูก็มาแย่งงานกับแบบนี้ดิฉันก็ตกงานแย่สิคะ คุณชายสามท่านเรียกแน่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะเดี๋ยวจะพาพวกคุณๆตามไปทีหลังเอง”
คนตัวเล็กหน้างอลงทันทีที่ไม่ได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านอย่างที่ตั้งใจ ถามหาลูกพี่ลูกน้องของตนด้วยฉายาที่เป็นอันรู้กัน แรกเริ่มเดิมทีก็รู้กันอยู่เพียงแค่สองคน แต่ยังไม่ทับข้ามวันด้วยกฎของบ้าน ‘ความลับไม่มีในโลก’ ดังนั้นความลับจึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป
“แล้วผู้กล้าล่ะ”
“พอรู้ว่าคุณชายสามกลับมาถึงก็รีบบึ่งไปหาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วล่ะค่ะ ป่านนี้ก็ยังไม่ออกมาเลย สงสัยของฝากคราวนี้คงจะเยอะน่าดู ไม่รีบตามไปเหรอคะ?”
รินนะเล่าไปพลางจิตนาการไปให้คุณหนูผู้น่ารักจินตนาการตามไปด้วย แล้วก็แอบยิ้มอยู่ในใจกับวิธีการปราบเด็กดื้อที่เมื่อก่อนได้ผลยังไงเดี๋ยวนี้ก็ยังคงได้ผลดีอย่างงั้น ยี่สิบกว่าปีแล้วที่เลี้ยงดูคุณหนูมา ตั้งแต่ยังตัวเล็กๆจนตัวโตขึ้นกินเก่งหยั่งกับพายุขนาดนี้มีหรือที่รินนะคนนี้จะไม่รู้ว่าจุดอ่อนของคุณหนูคืออะไรถ้าไม่ใช่เรื่องของกิน
“เล่นทีเผลอตอนที่ผมไม่อยู่นี่ ทำอย่างงี้ได้ไง" ริวอิจิคิดตามจนเห็นของภาพที่อีกฝ่ายกำลังเสวยสุขอยู่บนกองขนมแล้วรู้สึกจี๊ดขึ้นมาในใจ รีบหันไปบอกเพื่อนๆที่ยืนอมยิ้มอยู่ "ไปก่อนนะ ชิระจัง ชิคาระจัง เปลี่ยนชุดเสร็จก็รีบตามไปนะ”
“ระวังหกล้มนะ ริวจัง” ชิราโทริตะโกนตามหลังอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นร่างบางรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับรถแข่ง คนในบ้านคนอื่นๆที่เดินผ่านมาจึงต้องกลายเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงเสียเองก่อนที่จะถูกพุ่งเข้าชนแล้วถูกร้องไห้โวยวายใส่เพราะไปขัดขวางการไปหาของกินสุดที่รัก
“เชิญทางนี้ค่ะ”
รินนะนำทางพาแขกของบ้านทั้งสามไปยังห้องเปลี่ยนชุดที่อยู่ทางด้านหลังเพื่อเปลี่ยนจากชุดลำลองเป็นชุดยูคาตะให้เข้ากับสไตล์ของบ้านทรงญี่ปุ่นโบราณ เหตุผลที่ต้องทำก็เพื่อไม่ให้แขกต้องรู้สึกแปลกแยกไปจากคนอื่นๆในบ้านที่สวมใส่ชุดยูคาตะกันทุกคนจนเหมือนกับฉากในละครย้อนยุค ชิราโทริกับชิคาระมองไปรอบๆอย่างตื่นตาเมื่อเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาเที่ยวบ้านของเพื่อนซึ่งต่างจากอากิฮะที่เข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยครั้งจนเหมือนกับเป็นบ้านหลังที่สองของตนเองไปแล้ว
พอทั้งสามเปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย รินนะก็มัวแต่ปลื้มอกปลื้มใจกับรสนิยมที่ไม่เคยผิดพลาดของตนเอ่ยปากชมชายหนุ่มหน้าสวยอย่างชิราโทริกับหนุ่มน้อยหน้ารักอย่างชิคาระไม่หยุดปาก ก็จะไม่ให้พอใจได้ยังไงล่ะเมื่อในที่สุดชุดยูคาตะสำหรับบุรุษสีหวานๆที่เจ้าแม่วายรินนะแอบตัดเอาไว้เล่นๆขายออกสักกะที ชุดนี้นี่ตัดไว้รอหนุ่มหล่อแต่หน้าสวยเข้าตำราอุเกะแสนงามโดยเฉพาะเลยนะเนี่ย ไม่คิดเลยว่าแผนการที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในการวางแผนจับคู่จับคุณชายคนใดสักคนหนึ่งของบ้านมาตกล่องปล่องชิ้นกับหนุ่มน้อยน่าตาหน้าเอ็นดูสักคน แล้วที่สำคัญก็ต้องมาปิ๊งปั๊งกันในชุดยูคาตะสำหรับนายหญิงที่รินนะเป็นคนตัดด้วยจะมาถึงที่ง่ายๆแถมยังดูราบเรียบลมสงบจนแทบจะไปแก้บนที่ศาลบรรพบุรุษมันซะเดี๋ยวนี้ เรานี่อะไรจะฉลาดลึกล้ำเก่งกว่ากุนซือของบ้านได้ขนาดนี้ ก็แค่โกหกหน้าตายแบบด้านๆหน่อยว่าไม่มีไซส์เพราะเหยื่อทั้งสองของเราตัวเล็กเกินไปสักหน่อย จะมีก็มีแต่ชุดที่เราลองตัดเล่นๆเท่านั้น และด้วยฝีมือในการยัดเยียดของเราแผนการขั้นที่หนึ่งก็เป็นอันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี โชคดีนะที่ผู้ชายบ้านเราส่วนใหญ่ตัวใหญ่ร่างถึกเหมือนหมีควายไม่อย่างงั้นแล้วถึงรินนะจะมีฝีปากเป็นเอกครั้งนี้ก็คงแถไปรอดหรอกค่ะ
จนเมื่อพอแก่ใจแล้วหัวหน้าแม่บ้านผู้มีแผนการอันแยบยลอยู่ในใจจึงได้เดินนำพามาจนถึงห้องโถงกลางซึ่งตั้งอยู่ทางด้านหน้าของบ้าน ระหว่างทางที่ผ่านชิราโทริสังเกตทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาสู้สายตาเพื่อจดจำถึงแผนผังและรายละเอียดที่จำเป็นต่อเขาในภายภาคหน้า ก็อีกไม่นานเขาก็ต้องมาพักที่บ้านหลังนี้ไม่ใช่เหรอ ศึกษาไว้ก่อนจะเป็นอะไรไป
ดวงตาสีฟ้าสวยกวาดมองไปรอบๆบางครั้งก็เงยดูทิวทัศน์ในระยะไกล ทั้งสีหน้าและแววตาดูตื่นเต้นไม่น้อยเพื่อกลบเกลื่อนจุดมุ่งหมายที่แท้จริงจะได้ไม่เป็นที่สงสัย คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจตอนนี้ก็คือคฤหาสน์ที่พวกเขายืนอยู่นี้นั้นถูกแบ่งอาณาเขตออกเป็นสามส่วนหลักๆด้วยกัน ส่วนแรกคือบริเวณตัวบ้าน ส่วนที่สองก็คือโรงจอดรถที่ตั้งอยู่ทางปีกขวา และส่วนที่สามก็คือสวนสวยขนาดใหญ่ใจกลางบ้าน ทางด้านหลังก็มีคฤหาสน์อีกหลังที่ถูกสร้างขึ้นด้วยแปลนเดียวกัน ซึ่งมันก็คงไม่แปลกอะไรหากเขาไม่เห็นกำแพงอันเป็นตัวแบ่งกั้นอาณาเขตด้วยตาของตนเอง ทั้งที่แบบแปลนของบ้านนารุคามิที่เขาศึกษามานั้นไม่ใช่ มันไม่ควรจะมีกำแพงกั้นไม่ใช่หรือ จะบอกว่าเป็นบ้านของตระกูลอื่นก็เป็นไปไม่ได้เพราะว่าชื่อเจ้าของที่ดินนั้นยังคงเป็นของตระกูลนารุคามิอยู่ มิหนำยังมีประตูทางเข้าเชื่อมต่อกันราวกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านทั้งสองหลังไม่ได้มาจากตระกูลเดียวกัน ถ้าตระกูลนารุคามิเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้แล้วคฤหาสน์อีกหลังล่ะเป็นของใคร?
ภายในห้องโถงซึ่งมีไว้เป็นห้องรับรองแขกถูกจัดแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าดูสูงค่าด้วยเครื่องเรือนโบราณ และภาพวาดของศิลปินชื่อดัง คุณชายสามของตระกูลนั่งรออยู่ตรงหัวโต๊ะทรงยาวโดยมีริวอิจิที่มือข้างหนึ่งคว้าขนมใส่ปากอย่างต่อเนื่องส่วนอีกข้างหนึ่งก็เกาะแขนขวาของเขาเอาไว้แน่น ไม่ต่างจากอีกคนที่นั่งเกาะแขนซ้ายแบบติดหนึบ มืออีกข้างที่เหลือก็จัดการขนมในจานตัวเองไปด้วย หากเจ้าตัวเล็กที่เกาะอยู่ทางด้านขวาเผลอเมื่อไหร่ก็มีการจกขนมที่ถูกใจไปชิมต่อหน้าต่อตาของเขาบ่อยๆ สำหรับตัวเขาที่ต้องเจอแบบนี้มานับสิบปีจนชินก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกหรือพิศดานแต่อย่างใด แต่ทว่าสำหรับผู้ที่เพิ่งมาถึงมันคงจะเป็นภาพที่หาดูได้ยากกระมังทุกคนถึงได้พากันมองตาค้าง แล้วพอได้สติก็แอบอมยิ้มพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ก็ยังหลุดออกมาเสียยกใหญ่โดยเฉพาะคนที่ควรจะชินเหมือนกันกับเขา เห็นผมเป็นอาเสี่ยชีกอหลอกเด็กรุ่นๆรึไง นี่มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะรินนะซัง
“มากันแล้วเหรอ ทำไมถึงได้ช้าจังเลยล่ะ” เจ้าตัวเล็กบ่นเบาๆหลังจากที่จิ้มขนมในจานขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ
“ยูอิจิ นั่นไม่ใช่คำถามที่เอาไว้ใช้ถามแขกนะ เชิญนั่งสิ” อากินะดุน้องชายตัวแสบที่เกิดมาสมกับการเป็นคุณหนูโดยแท้ เป็นเพราะถูกตามใจจนเคยตัว ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องเป็นไปตามดั่งใจและต้องได้มันอยู่เดี๋ยวนั้น ยากนักที่จะรู้จักอดทนรอ มือใหญ่จึงแอบบิดเอวบางลงโทษไปสักที แล้วผายมือเชิญแขกที่ยืนรออยู่ให้เข้ามานั่งด้านใน
ดวงตาคมปลาบพอเห็นดวงหน้าหวานของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเพื่อนรักก็จดจำได้ว่าเพิ่งจะพบกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงมานี้เอง ไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มหน้าสวยคนนั้นจะกลายเป็นน้องชายของเพื่อนไปได้ ดูท่าโลกมันจะกลมจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ
“สองคนนั้นน้องชายของนายเหรอ อากิฮะ”
“ใช่ น้องชายฉันที่ฉันเคยเล่าให้นายฟังบ่อยไงล่ะ นี่ชิระน้องชายคน.....” ผู้เป็นพี่ชายยกยิ้มกว้างเริ่มแนะนำตัวน้องชายสุดที่รักของเขาทั้งสองแต่ไม่ทันไรก็ถูกขัดด้วยเสียงของใครสักคนที่ไม่ทราบว่าเป็นการนินทาระยะเผาขนหรืออย่างไรจึงได้ยินชัดราวกับมานั่งพูดอยู่ข้างๆหู
“แม่เจ้าโว้ย กี่สิบปีแล้ววะเนี่ยที่ไม่มีแขกน่ารักๆมาเยี่ยมบ้านเรา” เสียงของลูกน้องในบ้านที่มั่นใจว่ากำลังกระซิบกระซาบพูดคุยกัน แต่กลับดังเข้าหูของใครหลายๆคนที่นั่งอยู่ในห้อง และกลุ่มผู้มาเยือนกลุ่มใหม่ที่กำลังขัดใจเนื่องจากพวกเขากลายเป็นอุปสรรคก้อนโตที่รวมกลุ่มกันขวางระเบียงทางเดินอยู่
ไม่นานนัก ก็มีเสียงบ่นปนตะโกนด่าลอยตามมา
“ทำอย่างนี้เดี๋ยวแขกของอากินะก็กลัวกันหมดหรอก แล้วเขาก็จะหาว่าบ้านเราไม่มีมารยาทด้วย แล้วที่สำคัญที่นี่ไม่ใช่สวนสัตว์นะเฟ้ย! หลีกๆ”
“นั่นมันเสียงพี่ยูสึเกะนี่” ริวอิจิที่กำลังกอดอากินะจนตัวกลมดิกเฉลยถึงเจ้าของเสียงอันคุ้นหูสำหรับพวกเขา ซึ่งในครั้งนี้ก็อาจจะรวมไปถึงน้องชายคนเล็กของบ้านทสึคิคาเงะที่พอได้ยินชื่อของเจ้าของเสียงก็มีปฏิกิริยาคล้ายกับคนเคยรู้จักกันออกมาทันที
........บ้านเราเหรอ? คามินาริ ยูสึเกะ? เริ่มเข้าเค้าซะแล้วสิ........ ชิราโทริคิดประมวลข้อมูลใหม่ในใจ นี่ถ้าหากได้ข้อมูลเพิ่งอีกสักอย่างคราวนี้เขาก็จะไขปริศนาของคฤหาสน์อีกหลังที่สงสัยได้ ก็คงไม่นานหรอก
“มากันพอดี” อากินะหันไปเอ่ยเรียบๆกับกลุ่มผู้มาเยือนใหม่ที่ในที่สุดก็ฝ่าฟันกลุ่มผู้คนหลายสิบคนมาจนถึงที่ได้ ดีนะที่ยังไม่ขึ้นไปถึงหน่อยร้อย ถ้าเล่นยกมากันหมดทั้งสองบ้านแสดงว่าแค่มีคนมาเยี่ยมก็ถึงกับกล้าลางานมา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงกฎของบ้านก็เป็นอันต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อหมดความศักดิ์สิทธิ์ และถ้าถึงคราวจะต้องเปลี่ยนจริงๆตัวเขาเองก็จนปัญญาที่จะเติมบทลงโทษเพราะทุกวันนี้ก็เรียกได้ว่าครอบคลุมไปหมดทุกอย่างรวมไปถึงอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย จะเหลืออยู่ก็แค่ตัดหัว การสำเร็จโทษด้วยวิธีโบราณเท่านั้นที่ยังไม่ได้เอามาใช้
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มหัวเราะเบาๆ “ไหนขอดูหน่อยสิ อืม... บ้านนี้หน้าตาดีจริงๆเลยน้า”
“ใช่มั้ยครับคุณหมอ คนพี่ก็สวย คนน้องก็น่ารัก แล้วยิ่งพี่ชายคนโตผมว่าอากิฮะซังต้องเป็นฝาแฝดที่หายสาบสูญไปของคุณชายอากินะแน่ๆ” ลูกน้องเสริมขึ้นเมื่อคุณหมอประจำบ้านคนน้องมีความเห็นที่เหมือนกันกับพวกตน
“ก็เห็นเหมือนกันมาตั้งแต่เด็กแล้ว ป่านนี้ยังจะตื่นเต้นกันอีก” เสียงทุ้มเรียบเชิงตำหนิเล็กน้อยของชายหนุ่มที่ก้าวออกมาด้านหน้าอีกคนเป็นของคุณหมอประจำตระกูลคนพี่ และเมื่อเห็นสมาชิกของบ้านคนใหม่ที่ยืนจ้องมาแบบกล้าๆกลัวๆจึงทักขึ้น “นายน่ะ เห็นจ้องพวกฉันอยู่นานแล้ว เด็กใหม่รึไงกัน ไม่ค่อยคุ้นหน้า”
“ครับ โคเซกิ โยเฮ เพิ่งมาทำงานตั้งแต่เมื่อวานขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” โยเฮก้มหัวลงทักทายด้วยเสียงดังฟังชัด สายตาของสมาชิกใหม่แอบเหลือบมองแขกผู้มาเยือนทั้งสามเมื่อได้โอกาสอยู่ในระยะใกล้กว่าเดิมแล้วก็ต้องสบเข้าอย่างจังกับสายตาของคุณหนูยูอิจิที่จ้องมองมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก คุณหนูตัวร้ายมองอย่างคาดโทษคุณพี่เลี้ยงที่มาอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งวันเต็มๆดีกลับติดนิสัยสอดรู้มาจากคนอื่นๆ โธ่ งานนี้กลับไปคงได้โดนคุณหนูซ้อมอีกแน่ๆเลยเรา ไม่น่าตามพวกๆรุ่นพี่มาดูเลยให้ตายสิ
“นายน่ะเหรอโยเฮ หึ หน่วยก้านก็พอใช้ได้นี่” ยูสึเกะที่เพิ่งจะแทรกออกมาอยู่ข้างหน้าได้ด้วยความยากลำบากรู้สึกเหมือนกับถูกแกล้งยังไงก็ไม่รู้มองโยเฮไล่ขึ้นจากเท้าไปหัว หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ ก่อนที่จะหันไปเพ่งมองผู้มาเยี่ยมเยือนใหม่ทั้งสองคน โดยที่ตัดผู้เป็นพี่ชายคนโตออก “เอ้อ บ้านนี้หน้าตาดีจริงๆแฮะ คนพี่นี่งามแท้ ส่วนคนน้อง...เฮ่ย..นั่นมัน ชิคาระจังไม่ใช่รึไงน่ะ!?”
.......สองคนนี้ต้องรู้จักกันแน่ แค่มองดูก็รู้ชิคาระทำท่าแปลกๆตั้งแต่ตอนที่ได้ยินชื่อของคามินาริ ยูสึเกะแล้ว คนๆนี้ได้ข่าวว่าเป็นเสือผู้หญิงแล้วก็เป็นเพลย์บอย แต่มารู้จักกับน้องของเราได้ยังไง จริงสิจะว่าไปเมื่อเช้านี้ชิคาระมีโชว์ดนตรีที่จัดแสดงเป็นพิเศษให้กับตัวแทนของตระกูลอาคาทสึคิ น้ำเสียงคล้ายตกใจเท่าที่ฟังดูเหมือนคนที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานแล้วก็ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกในเวลาอันสั้น แสดงว่าคนๆนี้ต้องไปเป็นตัวแทนแล้วได้มีโอกาสพูดคุยกับชิคาระเข้า เพราะเท่าที่จำไม่ผิด ลูกสาวของตระกูลนารุคามิทำหน้าที่เป็นอาจารย์ควบคุมการแสดงอยู่ด้วย โล่งอกจริงๆที่ไม่ได้รู้จักกันมานานแล้ว ไม่อย่างนั้นเด็กที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างชิคาระจะถูกล่อลวงไปทางไหนบ้างก็ไม่รู้ โชคดีที่พี่อากิฮะจะกลายเป็นเกราะกำบังที่ทรงประสิทธิภาพ ต่อให้ยูสึเกะซังชอบน้องของเราจริงก็คงไม่กล้าทำอะไรล่วงเกินแน่ ถ้าทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เราสงสัยเงื่อนปมที่สองเองก็ใกล้จะหลุดออกแล้ว.......
สายสืบหนุ่มไม่ยอมปล่อยอะไรๆให้ผ่านเลยไปง่ายๆ เฝ้าจับตาและคิดวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลากับคำพูด น้ำเสียง ท่าทางและปฏิกิริยาของคนรอบข้าง เงื่อนงำที่อยู่ในใจใกล้จะหลุดออกมากขึ้นทุกที ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของตระกูลทั้งสี่ ‘คามินาริ’ ‘คุราโยรุ’ ‘อาคาทสึคิ’ และ ‘นารุคามิ’ เริ่มกระจ่างชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
“นายรู้จักด้วยรึ ยูสึเกะ” คุณหมอคนพี่ถามเมื่อเห็นท่าทีตกใจของอีกฝ่ายที่มองยังไงก็เห็นหลักฐานอยู่ทนโท่ คนไม่รู้จักกันจะเรียกชื่อได้ยังไง แต่ยังไม่ทันที่ยูสึเกะจะได้เปิดปากตัว เสียงของคุณชายสามก็ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“หวังว่านายคงจะไม่ปล่อยให้ฉันต้องจนถึงพรุ่งนี้” ดวงตาคมกริบปรายตามองมาช้าๆ อาการที่ทำให้คนทั้งสามและคนอื่นๆที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'วันนี้คุณชายแกไปกินรังแตนมาจากที่ไหน'
“พวกที่เหลือไปทำงานกันได้แล้ว อย่าบอกนะว่าว่าง ไม่งั้นฉันจะได้หาอะไรให้ทำ”
นั่นไงน้ำเสียงนิ่งเรียบขนาดนี้ ท่าทางจะไปกินของผิดสำแดงมาจริงๆด้วย ยูสึเกะที่มองเห็นอารมณ์ครุกรุ่นอยู่ภายในของพี่ชายจอมเฮี้ยบหันไปยักไหล่ส่งซิกให้กับพรรคพวก
แสร้งตีหน้าโหด เอ่ยเสียงดุ “รินนะซัง โยเฮ อยู่ที่นี่ก่อน นอกนั้นจะไปไหนก็ไปไป๊!” แต่ไม่รู้ว่าสมองช้าหรือยังไงไล่เท่าไหร่ก็ยังคงยืนเฉยจากที่แกล้งไล่เล่นๆก็ต้องเปลี่ยนเป็นเอาจริง ดวงตาฉายประกายกล้าไม่เหลือแววขี้เล่นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกต่อไป ริมฝีปากบางแสยะยิ้มแยกเขี้ยวด้วยความโกรธ
“ไปเซ่! อยากโดนคุณชายสามหักคอก่อนรึไง คราวนี้จะไม่ช่วยแล้วนะโว๊ย!”
.........คุณชายสาม? อากินะซังมีอีกชื่อหนึ่งว่าคุณชายสามอย่างนั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไงก็ในเมื่อจากประวัติที่ระบุมา อากินะซังเป็นลูกชายคนโตของนารุคามิ โนวากิไม่ใช่รึไง หรือว่าประวัติที่ทางหน่วยกรองตรวจสอบมาเป็นอย่างดีสืบทั้งวงนอกวงในจนมั่นใจว่าถูกต้องนั้นจะผิดพลาด เอ...เดี๋ยวก่อนสินี่เราลืมอะไรไปรึเปล่าว่าเจ้านายของเรามีสองประวัติ สมัยที่ยังเป็นทายาทของแก๊งค์ยากูซ่าคามินาริ เขาก็คือลูกชายคนโตของบ้าน รองลงมาก็คือคามินาริ ยูอิจิที่เป็นคนสุดท้อง แต่พอเจ้านายต้องย้ายมาขึ้นกับตระกูลนารุคามิ ทางฝ่ายคามินาริก็มีคุณชายคนรองปรากฏตัวขึ้นมาทันทีซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคามินาริ ยูสึเกะ ถ้าอย่างงั้นเราจะใช้ลำดับสายเลือดคงไม่ถูกไปซะทีเดียวนัก......
ชิราโทริยิ้มแย้มกับภาพความสนิทสนมชิดเชื้อที่อยู่ตรงหน้า ในขณะที่ระบบสมองกำลังทำงานอย่างหนัก คาดได้ว่าเมื่อไหร่นี้ภารกิจนี้เสร็จสิ้นเขาคงได้รอยหยักในสมองเพื่อขึ้นมาอีกหลายรอยโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาบำรุง
“โห่ ลูกพี่ ดูนิดดูหน่อยก็ไม่ได้ ไล่จริง ไปก็ได้ เฮ้ย! พวกเราไปโว้ย! ทำงานๆ!” พอเห็นลูกพี่อีกคนเริ่มถูกอารมณ์โกรธเข้าครอบงำบรรดาลูกน้องทั้งหลายจึงพากันเดินออกไปทันทีโดยที่ไม่จำเป็นต้องนัดกันเหมือนอย่างขามา
“อากินะ นายก็น้า ชายห้าล่ะเครียด” ยูสึเกะหันกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพูดกระเซ้าพี่ชายของตน แสร้งยกมือตบหน้าผากดังเพี๊ยะ แล้วเดินมานั่งลงในฝั่งตรงข้ามกับฝ่ายแขกตามสมทบด้วยหมอประจำตระกูลสองพี่น้อง
........คุณชายห้างั้นเหรอ ห่างไปหน่อยกระมังเป็นถึงคนที่ห้าเชียวเหรอ แต่อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้แล้วล่ะว่าลำดับสายเลือดนั้นใช้ไม่ได้จริงๆ.........
ใบหน้าสวยคมระบายรอยยิ้มหวานไปกับคำล้อติดจะแซวหน่อยๆของคุณชายห้าที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากมาย การแสดงออกที่สามารถควบคุมให้แสดงในสิ่งที่ต้องการโดยไม่จำเป็นต้องแสดงไปตามความคิดหรือความรู้สึกจริงๆ แล้วใครบ้างล่ะจะล่วงรู้ถึงความในใจของเขาได้
เมื่อคุณชายสามเริ่มผ่อนคลายความหงุดหงิดที่สั่งสมมาตั้งแต่ตอนเช้าลง รอยยิ้มบางๆอย่างสบายจึงค่อยๆปรากฏอยู่บนใบหน้า งานนี้คงต้องขอบคุณคุณชายห้าที่เล่นละครแก้เครียดให้ดู “พวกนายมาช้าไปครึ่งชั่วโมง ติดงานรึไงหมอ”
คุณหมอฝ่ายน้องส่ายมือ ยิ้มน้อยๆอย่างเจ้าเล่ห์ “จุ๊ จุ๊ ก็ไม่ใช่ธุระสำคัญอะไรหรอก หึ แต่เป็นแฟนคลับของหมอนี่น่ะสิ กว่าฉันจะลากออกมาได้ เหนื่อยแทบแย่แน่ะ”
“ต่อหน้าน้องๆพูดอะไรน่ะ” คุณหมอคนพี่รีบพูดปราม แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเมื่อหันไปอีกทีก็เห็นริวอิจิกับยูอิจิยิ้มกริ่มเพราะรู้ถึงความนัยว่าพี่หมอของพวกเขาเองก็เสน่ห์แรงไม่เบา พอมองข้ามไปบรรดาแขกก็พากันสบตามองมาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ มีเพียงชิคาระน้องเล็กเท่านั้นที่ออกจะดูงงๆไปสักหน่อย แม้แต่โยเฮเด็กใหม่เองก็ยังก้มหน้าลงเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แต่ก็คงไม่น่าอายเท่ากับรินนะที่ระเบิดเสียงหัวเราะราวกับกำลังดูละครตลกมาอย่างไรอย่างนั้น
อากินะยิ้มน้อยๆให้กับคุณหมอที่มาบัดนี้ใบหน้าเริ่มขึ้นสีสื่อความหมายที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสน่ห์ของคนเราคือสิ่งที่ปกปิดกันไม่มิด และเสน่ห์ก็เป็นสิ่งที่นำมาถึงความเจ้าชู้แม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก่อนที่จะเข้าเรื่องในทันที
“วันนี้แขกของบ้านเราค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ เพื่อความรวดเร็วฉันจะเป็นตัวแทนแนะนำคนฝั่งฉันก็แล้วกัน ฉันชื่อนารุคามิ อากินะ เป็นเจ้าบ้านตระกูลนารุคามิ ยินดีที่ได้รู้จักทั้งสองคนนะ ส่วนคนที่เพิ่งสั่งคนในบ้านให้แยกย้ายไปทำงานเมื่อกี๊นี้คือ คามินาริ ยูสึเกะ เจ้าบ้านตระกูลคามินาริ ส่วนสองคนนั่นคือ อิชิยามะ โชเฮ คนพี่กับ เซยะ คนน้อง ทั้งสองคนเป็นหมอประจำตระกูล แล้วลิงลมที่เกาะแขนฉันอยู่นี่ คนที่เกาะทางขวาคือนารุคามิ ริวอิจิ ส่วนทางซ้ายนี่คือ คามินาริ ยูอิจิ หน้าตาค่อนข้างคล้ายกันอย่าจำสับสนล่ะ ส่วนทางนี้ก็คือรินนะซังคนสวย แม่บ้านของเรา แล้วก็พี่เลี้ยงคนใหม่ของยูอิจิ ชื่อโยเฮ”
มากันพร้อมหน้าจริงๆ ชิราโทริมองตามสายตาของผู้แนะนำ พลางจดจำรูปลักษณ์และลักษณะของรูปร่าง เทียบกับข้อมูลบันทึกอยู่ในสมอง
ไม่ผิดแน่ บ้านนารุคามิสนิทสนมกับบ้านคามินาริอย่างที่คาดเอาไว้จริงๆ และยังมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับตระกูลนักธุรกิจเก่าแก่ 'อาคาทสึคิ' และตระกูลยากูซ่าฝั่งตะวันตกแถบคันไซ 'คุราโยรุ' แม้จะไม่มีรายละเอียดและหลักฐานที่ชัดเจน แต่กุญแจที่เขารวมรวมได้ในวันนี้ก็พอจะชี้ได้ว่าสันนิษฐานที่วางไว้แต่แรกนั้นถูกต้อง ตัวเขาได้เดินมาถูกทางแล้ว
‘นารุคามิ อากินะ’ เจ้าบ้านของตระกูลนารุคามิ คือคนที่เราจะต้องมาปกป้องนับจากนี้ต่อไป
‘นารุคามิ ริวอิจิ’ น้องชายของนารุคามิ อากินะ ลูกชายคนสุดท้องของบ้านนารุคามิ หรือเพื่อนสนิทของเรา
‘คามินาริ ยูสึเกะ’ เจ้าบ้านคามินาริ ผู้นำแก๊งค์ยากูซ่าหนึ่งในสองมังกรแห่งฝั่งตะวันออกแถบคันโต เป็นเพราะประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในข้อมูลของรัฐบาลกลางถูกบิดเบือน จึงไม่อาจยืนยันได้อย่างเต็มปากว่าคนๆนี้เป็นบุตรชายของอดีตเจ้าบ้านคามินาริที่เสียชีวิตจากไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนและเป็นน้องชายแท้ๆของคามินาริ อากินะที่ได้ตายจากไปกับการต่อสู้ในครั้งนั้น น่าขำก็ในเมื่อเจ้าตัวที่ว่าตายไปแล้วยังมีชีวิตนั่งจิบชาอยู่ตรงนี้แล้วนับประสาอะไรกับข้อมูลลวงโลกเหล่านั้น เชื่อถือไม่ได้ทั้งเพ
‘คามินาริ ยูอิจิ’ ลูกชายคนสุดท้องของบ้านคามินาริ รุ่นราวคราวเดียวกับริวอิจิและก็ตัวเรา ปีนี้เราก็อายุได้ยี่สิบสองปีแล้วสินะ แต่ถ้าลองมาเทียบกับสองคนนั้นกับเราก็เหมือนกับเป็นพี่น้องกันเสียมากกว่า เพราะอีกฝ่ายถูกเลี้ยงมาให้สมกับคุณหนูในจินตนาการของแท้ถึงแม้จะดื้อดึงและก็เอาแต่ใจ แต่ก็น่ารัก น่าทนุถนอม การเลี้ยงดูที่ต่างจากตำรวจสายลับอย่างเรา มิน่าล่ะคนอื่นๆถึงได้เอ็นดูกันนัก
‘อิชิยามะ โชเฮ’ เป็นแพทย์ประจำตระกูลดูแลรักษาสุขภาพของคนในบ้าน ซึ่งแพทย์ที่ทำหน้าที่ก่อนหน้านี้เป็นอาจารย์แพทย์ของโชเฮที่เพิ่งจะปลดเกษียรไป จากคำพูดที่หลุดออกมาคาดได้ว่าคุณหมอคนนี้จะต้องรู้จักกับคุณชายอากินะและก็พี่อย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณหมอเป็นเพื่อนของพี่จริงอย่างน้อยเราก็น่าจะเคยเห็นบ้าง ไม่งั้นก็ต้องไม่สนิทกันสักเท่าไหร่นัก
‘อิชิยามะ เซยะ’ ทันตแพทย์ผู้ดูแลเรื่องของสุขภาพเหงือกและฟัน ตำแหน่งใหม่ที่เพิ่งจะตั้งขึ้น ดูจากท่าทางที่สนิทสนมกันแล้ว ถ้าจะเพิ่มมาอีกสักตำแหน่งก็คงจะไม่มีอะไรเสียหายนัก เพราะอย่างน้อยการไว้ใจเพื่อนก็ย่อมดีกว่าไว้ใจคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก
“อากิฮะ สำหรับนายคงไม่จำเป็นแล้ว ให้น้องชายของนายแนะนำตัวเองดีกว่า” อากินะห้ามเพื่อนรักที่กำลังจะเอ่ยปากทันเวลา ไม่ใช่เพราะอยากจะแกล้งหรือว่าขัดอะไรหรอก แต่ให้เด็กๆแนะนำตัวเองมันจะไม่น่ารักกว่ารึไง เพราะดูท่าจอมเจ้าชู้ยูสึเกะกับจอมเจ้าเล่ห์เซยะจะอยากได้ยินเสียงหวานๆของน้องนายมากกว่า ยืนยันได้เลยว่าไม่ใช่ฉัน
“ผมชื่อทสึคิคาเงะ ชิราโทริครับ” ชิราโทริโค้งศีรษะลง เอ่ยด้วยรอยยิ้มหวาน
ชิคาระโค้งศีรษะทักทายเช่นกัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส “ส่วนผมชื่อทสึคิคาเงะ ชิคาระครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
สองพี่น้องน่ารักพูดพร้อมกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกระชากใจของใครหลายๆคนให้เอ็นดูตามในความใสซื่อ และก็ไม่พ้นเจ้าแม่รักหนุ่มน้อยหน้าตาดีอย่างแม่บ้านประจำตระกูลอีกเช่นเคย
“กรี๊ดดดดด น่ารัก!”
“ใจเย็นๆครับ รินนะซัง” โยเฮรีบลูบหลังช่วยให้คนสูงวัยได้ใจเย็น เป็นอย่างนี้ทุกทีสิน่า เจอหนุ่มๆหน้าตาดี น่ารักหน่อยไม่ได้ นับวันยิ่งกลายเป็นคุณป้าไปจริงๆแล้วนะรินนะซัง
“พี่อากินะว่าพวกผมเป็นลิงลมได้ยังไง ผมสองคนไม่ยอมจริงๆนะ” ได้โอกาสยูอิจิก็เปิดเรื่องซัก พองลมที่แก้มอย่างขัดใจ
ฝ่ามือใหญ่ยกลูบหัวทุยๆเบาๆ “หือม์ ก็เป็นน้องชายที่น่ารักของพี่ยังไงล่ะ เราไม่อยากเป็นเหรอ”
“รักพี่อากินะที่สุดเลย” น้องชายช่างอ้อนทั้งสองพูดพร้อมกันราวกับนัดมา แถมยังกอดเอวของพี่ชายเอาไว้แน่น
“หว้า แย่จัง ไม่มีน้องคนไหนรักเราแล้ว อยู่ไปก็ไร้ค่า ของฝากพวกนี้ก็เหมือนกัน ทิ้งมันเลยดีกว่า” ยูสึเกะแสร้งมองมาอย่างน้อยใจ มือใหญ่หยิบบัตรเครดิตสีทองเอาไว้ในมือแล้วทำท่าจะหักทิ้ง ดวงตาสีดำปรายมองของฝากที่พวกลูกน้องช่วยแบกกันมาให้ซึ่งวางอยู่ตรงมุมห้อง
“อย่านะ! พี่ยูสึ โถ่! แค่นี้ทำเป็นน้อยใจไปได้ พวกผมก็รักพี่ยูสึเหมือนกัน รักพี่หมอทั้งสองคนด้วย” ยูอิจิรีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งมากอดพี่ชายขี้ใจน้อย แล้วอ้อนไปกอดพี่หมอเซยะที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งไม่ต่างจากริวอิจิที่รีบมาเอาใจยูสึเกะก่อนที่จะไปซุกหาไออุ่นจากอ้อมกอดของโชเฮ
“ทำไมวันนี้เด็กน้อยของพี่ถึงได้ขี้อ้อนนักนะ” คุณหมอคนพี่ล้อน้องรักด้วยรอยยิ้มละไม
ริวอิจิบุ้ยปากเถียงเสียงดัง “พี่ก็! พวกผมโตแล้วนะ!”
“เอ้า โตก็โต” เพราะไม่อยากใช้เวลาทั้งวันไปกับการต่อล้อฝีปากกับเจ้าตัวแสบ โชเฮต้องจึงยอมอ่อนให้ก่อนตามวิสัยของพี่ชายที่แสนจะตามใจน้องน้อย ต่างจากเซยะที่ยังคงล้อได้ไม่เลิกรา
“ไม่อายเพื่อนๆบ้างเหรอ โตในแบบของเราพี่ว่ายังไม่ได้ถึงครึ่งของความเป็นผู้ใหญ่ของชิราโทริเลย”
“ผมไม่รักพี่หมอแล้ว พี่ยูสึเกะจ๋า” ยูอิจิหน้ามุ่ยผละออก แล้วรีบเปลี่ยนข้างมาหาพี่ชายที่มั่นใจได้ว่าจะต้องตามใจตน
คุณพี่ชายถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “อากินะ ฉันว่าพวกเราน่าจะหาคู่ให้เจ้าน้องสองตัวนี่ได้แล้วนะ ถ้ารอให้เขามาขอหรือไปขอเขาก็คงต้องรอจนถึงชาติหน้าว่ะ ฉันว่าจับมัดมือชกยัดเยียดให้เลยน่าจะง่ายกว่า”
“ฉันก็ว่างั้น ถ้าเป็นนายจะสนรึเปล่า อากิฮะ” คนถูกถามเลิกคิ้วสูง ถามเพื่อนรักที่นั่งอมยิ้มอยู่จนแก้มแทบปริ
“ก็นับว่าเป็นของแปลกที่หาได้ยาก คงไม่ถึงกับต้องยัดเยียดให้คนอื่นหรอก” เมื่อคนถูกถามต่ออีกทอดหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจ คนตัวเล็กที่ตกเป็นเป้าถูกพี่ๆรุมรังแกจึงเกิดอาการยั๊วะขึ้นมาทันใด พี่จะล้อผมก็ไม่ว่า แต่คู่ปรับอย่างนาย ริวอิจิคนนี้ไม่ยอมง่ายๆหรอก
“พี่เลิกล้อพวกผมได้แล้ว!” ดวงตาโตมองใบหน้าหล่อเหล่าอันคล้ายคลึงกับผู้เป็นพี่ชายอย่างมาดหมายว่าเป็นคู่อาฆาตไปตลอดชาติของตน ตำแหน่งนี้น้อยคนนะที่จะได้ ผมของมอบเกียรตินี้ให้กับคุณก็แล้วกัน อากิฮะซัง!
ภาพที่หยอกล้อที่แสดงออกถึงความรักใคร่สนิทสนมกระตุ้นเตือนความจำบางอย่างที่มองข้ามไป นายแพทย์สองพี่น้องแสดงออกถึงความรักและเอ็นดูที่มีต่อน้องคนเล็กทั้งสองช่างเหมือนกับพี่ชายจริงๆ มันทำให้ชิราโทรินึกถึงบุคคลสองคนที่แทบจะถูกลืมเลือนไปแล้ว ญาติสนิทหรือลูกพี่ลูกน้องของอากินะที่หายสาบสูญไปพร้อมๆกับเหตุการณ์ลอบสังหารที่ผิดพลาดซึ่งได้คร่าชีวิตของดอกไม้งามอันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมเปลวไฟของความบาดหมางให้รุนแรงยิ่งขึ้น ถ้าหากสองพี่น้องครอบครัว'อามาซาวะ'ยังมีชีวิตอยู่ล่ะ อายุน่าจะพอๆสองพี่น้อง'อิชิยามะ' หรือไม่ คำตอบคือใกล้เคียง อาจจะดูไร้สาระคิดเอาเองโดยไม่มีมูลความจริงไปสักหน่อยแต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับนิยายน้ำเน่า เรื่องบังเอิญบางอย่าง เรื่องที่เราไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงได้ บางทีมันก็คือความจริงที่หนีไม่พ้น
พอได้คำใบ้เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างการไขปริศนาข้อต่อไปก็ตามมา พอมาลองนึกดูให้ดีแล้วเรียงลำดับวันเกิดของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของทั้งสี่ตระกูลและครอบครัวอามาซาวะ ก็จะเห็นได้ว่าลำดับของมันตรงกับความเป็นจริงไม่ผิดเพี้ยน เริ่มจาก ‘อาคาทสึคิ โทโยชิสะ’ รองลงมาคือ ‘อามาซาวะ เคียวชิ’ คนที่สามคือ ‘นารุคามิ อากินะ’ คนที่สี่คือ ‘อามาซาวะ ยูชิ’ คนที่ห้าคือ ‘คามินาริ ยูสึเกะ’ คนที่หกคือ ‘คามินาริ ยูอิจิ’ และคนสุดท้าย ‘นารุคามิ ริวอิจิ’
ถ้าหากวันเดือนปีเกิดที่ได้มาไม่ถูกเปลี่ยนแปลงมาก่อนแล้วล่ะก็ ทุกอย่างดูจะลงตัวอย่างเหมาะเจาะไปซะหมด คิดไม่ผิดเลยงานครั้งน่าสนใจจริงๆ คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป อย่างนี้สิถึงจะค่อยรู้สึกมีไฟขึ้นอีกหน่อย
ชิราโทริแย้มรอยยิ้มหวานพลางเอ่ยชวนเมื่อเห็นแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากเพื่อนรักเรื่อยๆ
“ริวจัง ยูจัง พวกเราไปเตรียมงานกันดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเอานะ”
ฝ่ายโยเฮผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับคุณหนูอีกคนที่กำลังทำหน้าบูดชนิดที่กู่ไม่กลับเพราะเข้าข้างคนตัวเล็กอีกคนรีบช่วยเสริม เบี่ยงเบนความสนใจก่อนที่คุณหนูทั้งสองจะเปิดระบบอาละวาดที่ตัวของเขาเองก็ไม่อยากจะจินตนาการถึง
“ไปกันเถอะครับ ถ้าขืนยังยืนอยู่อย่างนี้ ผมว่าคงได้คุยกันจนถึงเย็นแน่ๆเลย”
“งั้นก็รบกวนฝากรินนะซังช่วยดูแลแขกแทนผมด้วยนะครับ และก็ฝากดูแลเจ้าตัวยุ่งสองตัวนี่ด้วย” อากินะยิ้มอย่างใจดีให้กับน้องน้อยทั้งสองที่กำลังทำหน้าง้ำหน้างอซบอกกว้างของพี่ชายขี้แกล้งแต่ก็ช่างเอาใจยูสึเกะกับพี่หมอโชเฮพี่ชายแสนดีตลอดกาล
“วางใจได้เลยค่ะ คุณชายสาม” รินนะหัวเราะเบารับปากอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ เดินเข้าไปแกะแขนของคุณหนูริวอิจิที่เกาะเอวของพี่หมอแนะไม่ยอมปล่อย จนเมื่อเมื่อรินนะกระซิบอะไรบางอย่างข้างๆหูเบาๆดวงหน้าจิ้มลิ้มจึงค่อยๆยิ้มออกแล้วรีบลุกขึ้นโดยไม่อิดออดอีก ที่ดูน่าสงสารหน่อยก็เห็นจะเป็นพี่เลี้ยงมือใหม่อย่างโยเฮที่ถูกเจ้าตัวเล็กแต่ฤทธิ์มากอย่างยูอิจิทุ่มลงกับพื้นเข้าเสียทีหนึ่ง เมื่อสบายใจหายเครียดแล้วคุณหนูถึงได้ยอมลุกตามไป
“แล้วเอาไว้พบกันตอนเย็นนะครับ” ชิคาระหันมาส่งยิ้มหวานก่อนจะลุกตามชิราโทริไป
ยูสึเกะที่เสมือนกับต้องมนต์ไปในชั่วครู่ ร้องห้ามอย่างสุดแสนเสียดาย “อ้าว ชิคาระจัง จะไปแล้วเหรอ ฉันว่าเราสองคนไปเดินเที่ยวชมเรือนหอในอนาคตของเราก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวจะนำทาง....”
“หยุดเลย ยูสึเกะ นายต้องมากับฉัน” สมกับเป็นพี่น้องคลานตามกันมา คุณชายสามดึงคอเสื้อเชิ้ตของคุณชายห้าที่กำลังจะลุกวิ่งไปตามหาจอมใจเอาไว้ได้ทัน
เซยะเปรยเบาๆน้ำเสียงคล้ายล้อเล่น “ฉันล่ะสงสารชิคาระจังจริงๆที่ต้องมาเจอคนอย่างนายเนี่ย”
“ยูสึเกะ วันหลังจะทำอะไร หัดเกรงใจพี่ชายเขาบ้างนะ” โชเฮว่าอย่างเห็นด้วย ทำเอาคนถูกรุมหน้าเจื่อนลงเรื่อยๆชำเลืองมองใบหน้าแบบพิมพ์เดียวกันกับพี่ชายคนที่สามของตนผู้ที่มาถึงตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนกัน แต่ยังไงก็ตามเรื่องของพี่น้องย่อมต้องมาก่อนความเป็นเพื่อนอยู่แล้ว
พี่ชายที่เกิดอาการหวงน้องยิ้มเย็น “อากินะ ฉันก็ไม่ว่าหรอกนะถ้าน้องของนายจะจีบน้องของฉันอย่างตรงไปตรงมา แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะก็...”
เจอคำขู่คาดเอาไว้ ยูสึเกะก็ต้องกลืนน้ำลายซะอึกใหญ่หันไปหาทางช่วยสุดท้าย
“เรื่องนี้ฉันยกให้นายจัดการตามนี่นายเห็นสมควรก็แล้ว ได้ยินชัดใช่มั้ย ยูสึเกะ”
คนไม่ยอมถือหางสายเลือดเดียวกันยิ้มบางจนน่าหมั่นไส้ คนฟังต้องจิ๊ปากอย่างขัดใจ
"จำไว้เลยพี่ชาย เพิ่งจะรู้ว่าคนที่รู้จักกันจะคุยกันก็ผิดแล้ว เดี๋ยวจะหางานมาให้ทำกันให้ตายไปข้างหนึ่งมาให้ดู แล้วถึงตอนนั้นจะมาโทษกันก็ไม่ได้นะ เฮ้อ แย่จริงๆ ขัดใจคนหล่อพ่อรวย คารมอันดับหนึ่งนี่มันบาปรู้มั้ย"
"งั้นฉันก็ยินดีขอทำบาปอีกสักรอบก็แล้วกัน ส่วนงานที่ว่าไม่ต้องถ่อไปหาหรอกเพราะว่าตอนนี้มันมารอถึงที่ให้ช่วยสะสาง รีบๆกันหน่อยก็ดีขืนชัดช้าเจอรอบที่สองมาสมทบ มีหวังได้ถูกกองเอกสารทับตายกันพอดี"
คุณชายสามเดินนำกลุ่มตรงไปที่ห้องทำงานใหญ่หนึ่งเพื่อสะสานเอกสารอย่างที่ว่าไว้ แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ต้องนัดประชุมในวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องวุ่นวายของการลอบสังหารที่เปลี่ยนคนที่ไร้ตัวตนอย่างเขาเป็นมีตัวตนไปได้ กลับมาสู่ชีวิตที่ต้องแขวนอยู่เส้นด้ายอีกครั้ง สำหรับคนที่ผ่านร้อนหนาวมามากก็สมควรที่จะชินชา แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีส่วนข้องเกี่ยวตัวเขาเองก็ไม่อยากให้ใครต้องมารับเคราะห์แทนเลย
.......ริกกะคุณเฝ้ามองผมอยู่ใช่มั้ย เป็นกำลังใจให้กับผมด้วยนะ ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อทุกๆคน.......
...............................................................................