[BL] Jewel AkiShira {Ch5}
posted on 20 Sep 2008 22:18 by akisame in Sakurabiyori
หลังจากที่เดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ได้ไม่ทันไรคนหน้าบูดเบอร์หนึ่งก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มระรื่นด้วยความสะใจที่แกล้งหลอกพวกพี่ๆได้สำเร็จว่าพวกเขาสองคนโกรธจริงๆ คราวนี้ล่ะเราจะเรียกขอไถ่โทษเป็นอะไรดีน้า
“เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่มีเพื่อนมาเยี่ยมถึงที่บ้าน” ยูอิจิยิ้มกว้างหัวเราะระรื่นเปลี่ยนอารมณ์ได้ทันควันจนพี่เลี้ยงอย่างโยเฮถึงกับตามไม่ทัน ซึ่งไม่ต่างไปจากอีกคนที่กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่สักเท่าไหร่นัก
“ใช่ แล้วก็เป็นชิระจังกับชิคาระจังด้วย รู้สึกดีใจยังไงก็ไม่รู้สิ” ริวอิจิยกกำปั้นขึ้นชนประสานกับลูกพี่ลูกน้องของตน เมื่อแผนการที่ไม่จำเป็นต้องนัดกันสำเร็จไปได้ด้วยดี รินนะมองตามอย่างเข้าใจยิ้มกว้างให้กับความแสบสันต์ของคุณหนูที่เธอเป็นคนชุบเลี้ยงมากับมือ ไม่เข้าใจเลยว่าเธอเผลอป้อนอาหารอะไรบำรุงไปเป็นพิเศษหรือเปล่าหนอ ทำไมบรรดาคุณหนูคุณชายที่เธอเลี้ยงดูมาแต่ละคนถึงได้ไม่มีนิสัยน่ารักใสซื่ออย่างสองพี่น้องคู่นี้สักนิดเลย
“ที่นี่สวยจังเลยนะครับ เหมือนหลุดเข้ามาในหนังย้อนยุคเลย” ชิคาระหันมองสำรวจรอบๆขณะที่เดินตามกลุ่มของตนไปอย่างไม่วางตา ระบายยิ้มหวานกับทัศนียภาพที่พบเห็น เรือนไม้ทรงญี่ปุ่นโบราณล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ หากหนึ่งในต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกรอบๆคือต้นซากุระที่กำลังผลิดอกออกช่ออย่างสวยงาม น่าเสียดายจริงๆที่ไม่ได้ติดกล้องมาด้วย
“คิดเหมือนผมเลยล่ะครับ ตอนที่ผมเข้ามาที่นี่ครั้งแรกก็คิดอยู่เหมือนกันว่าหลุดเข้ามาอีกมิติหนึ่ง” โยเฮพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ส่งยิ้มไปให้กับอีกฝ่ายจนคุณหนูยูอิจิต้องจ้องตาเขียวใส่แล้วดึงตัวพี่เลี้ยงที่เอาใจออกห่างให้มาเดินอยู่ข้างหลังตน
“ขอบคุณมากนะริวจัง ที่วันนี้อุตส่าห์ชวนมาทานข้าวถึงที่นี่ รู้สึกเกรงใจจริงๆ” ชิราโทริใจยิ้มน้อยๆกับกลีบซากุระที่ปลิวลงมาทักทาย
ยูอิจิส่ายหัวเบาๆ ตอบแทน “ขอบคุณผิดคนแล้ว งานนี้ต้องไปขอบคุณพี่อากินะต่างหาก ปกติร้อยวันพันปีไม่เคยยอมให้พาใครเข้าบ้าน”
“ที่พี่อนุญาตให้จัดงานเลี้ยงกันได้ก็เพราะว่าที่จริงแล้วก็กะจะจัดต้อนรับหมอนั่นต่างหาก”
ริวอิจิขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกับคนขี้แกล้งชอบรังแกคนน่ารักอย่างเขาไม่ต่างจากพวกพี่ๆ คิดแล้วก็น่าโมโหนัก และแล้วใบหน้าหวานที่กำลังงอนตุ๊บป่องอีกรอบก็หนีไม่พ้นสายตาของคนที่ขึ้นชื่อได้ว่าแทบจะเป็นฝาแฝดอย่างยูอิจิ
“อากิฮะซังน่ะเหรอ มังกร แอบไปรู้จักกันมาตั่งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
“ไม่รู้จักกันสักหน่อย” พอถูกเค้นถาม คนปากแข็งก็รีบปฏิเสธ หลบสายตาไม่ยอมจ้องมองตรงๆ
“ก็ฉันเห็นนายเรียกเขาว่า'หมอนั่น' ก็เลยคิดว่าน่าจะสนิทกันน่ะสิ” ผู้กล้าน้อยหลิ่วตามองอย่างไม่ลดละ แต่คราวนี้เป็นคราวโชคดีของมังกรน้อยที่ได้คนมาช่วยทันพอดี ก็ท่าไม่ยื่นมือเข้ามาตอนนี้แล้วคิดว่าคนอื่นๆจะต้องฟังแต่เรื่องนี้ไปอีกกี่วันกันล่ะคะ คุณหนูสุดแสบ
รินนะหันไปคุยกับชิราโทริ “เพิ่งจะรู้นะค่ะเนี่ยว่าอากิฮะซังมีน้องๆที่น่ารักอย่างพวกคุณอยู่ด้วย ตอนที่เล่าให้ฟังก็คิดว่าจะหน้าตาหล่อเท่เหมือนพี่ชายซะอีก”
“รินนะซังก็ชมเกินไปครับ จะว่าไปมันก็คงเหมือนกับที่อากินะซังมีน้องๆที่น่ารักอย่างริวจังกับยูจังจริงมั้ ยครับ” ชิราโทริหันไปยิ้มให้กับริวอิจิ เรียกรอยยิ้มของอีกฝ่ายให้แย้มยิ้มกว้าง พร้อมด้วยการเออออห่อหมกของยูอิจิ
ร่างบางกอดอก ยืดตัวตรงอย่างมาดมั่นกับความเป็นจริง “ใช่เลย ถูกต้องที่สุด พวกพี่โชคดีจะตายไปที่เกิดมามีเราสองคนเป็นน้อง”
.........ผมว่าโชคร้ายมากกว่า…......
โยเฮแอบคิดอยู่ในใจแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เสียวสันหลังวาบยามที่ถูกสายตาขดขี่ของคุณหนูตัวร้ายมองมา
“บ๊อกจัง จะให้ติดสายรุ้งที่ซื้อมาใหม่ชุดนี้ตรงไหนดีครับ”
ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์วิ่งหอบสายรุ้งที่เอาไว้ใช้ระดับบ้านเรือนให้สวยงามในวันปีใหม่ยื่นให้ยูอิจิที่หันค้อนขวับได้เลือก
เสียงเล็กๆบ่นแหว “โหย ผมบอกแล้วไงว่าอย่าเรียกแบบนี้ เรียกคุณหนูแบบเดิมยังดีกว่า”
“บ๊อกจังไม่ชอบชื่อที่ผมตั้งให้เหรอครับ” โยเฮหน้าจ๋อยสนิทกล่าวเสียงเศร้า
“ชื่อนี้ฉันให้นายเรียกก็ได้ แต่นายเรียกได้คนเดียวเท่านั้นนะ คนอื่นห้ามเรียก เหมือนเด็กชะมัด น่าอายจะตาย” คุณหนูผู้ได้ฉายาใหม่มาเป็นของแถมรีบตัดปัญหายอมตามใจพี่เลี้ยงงี่เง่าในสายตาตน “เดี๋ยวฉันจะไปคุมงานสักหน่อย เดินเล่นกันไปก่อนนะ ตามมาสิโยเฮ ช้าจริง!”
“รอด้วยสิครับ! บ๊อกจัง!”
รินนะถึงกับหลุดหัวเราะก๊ากไม่รู้ว่าเป็นรอบเท่าไหร่แล้วของวันกับภาพของคนโตตัวที่วิ่งตามคนตัวเล็กไปต้อยๆเกินกว่าที่จะเป็นพี่เลี้ยงธรรมดาๆได้ อย่างงนี้คงต้องเปลี่ยนเป็น 'ข้ารับใช้เทิดทูนนายตัวน้อยไว้เหนือเกล้า' ต่างหาก เอ้อ จริงสิเดี๋ยวเราจะต้องไปทำอาหารวันนี้คนขาดซะด้วย แล้วลูกมือล่ะ!
“เดี๋ยวสิ! โยเฮคุงแล้วใครจะมาเป็นลูกมือช่วยฉันทำอาหารล่ะ! โยเฮคุง! โธ่ ไปซะแล้ว”
“เอ่อ ถ้าไม่รังเกียจให้ผมเป็นลูกมือแทนโยเฮซังได้รึเปล่าครับ”
ชิราโทริเสนอตัว พร้อมด้วยหลักประกันจากนักชิมมือหนึ่งที่ผ่านการชิมมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ
“รินนะซัง วางใจได้เลยถ้าชิระจังลงมือเองล่ะก็อาหารที่ไม่อร่อยก็ทำให้อร่อยได้ คุณชายเจ็ดอย่างผมขอเอาท้องเป็นประกัน”
“ฝีมือของพี่ชิระไม่เป็นสองรองใครแน่นอนครับ” สมทบด้วยชิคาระผู้มีหน้าตาอ่อนใส น่ารักถูกสเป๊กของเจ้ใหญ่รินนะ ถึงขนาดพร้อมใจช่วยกันพูดขนาดนี้มีหรือที่คนใจกว้างอย่างรินนะจะไม่เชื่อ
“แหม อุตส่าห์มีคนช่วยกันรับประกันฝีมือทั้งที ไม่รับไว้ก็แย่สิคะ รีบไปกันเถอะค่ะ ชิราโทริจัง ลืมไปซะสนิทเลยว่าเย็นนี้ต้องทำอาหารสุดพิเศษเพื่องานเลี้ยงต้อนรับ”
“อ่ะ ครับ ไปก่อนนะริวจัง ฝากชิคาระด้วยนะ” ชิราโทริไม่ลืมที่จะฝากฝังน้องชายคนเล็กไว้ก่อนที่จะรีบวิ่งตามรินนะไปติดๆโดยไม่รอฟังคำตอบ
ริวอิจิมองชิคาระที่หันไปมองซ้ายทีขวาทีเหมือนกับเด็กที่ถูกทิ้ง แล้วจึงจับมือบางเดินจูงกับไปยังบ้านอีกฝั่งอย่างไม่รีบร้อน
“พวกเราเองก็ไปกันบ้างดีกว่า”
...................................................................
ภายในห้องทำงานใหญ่ ชายหนุ่มผู้มากไปด้วยประสบการณ์และฝีมือทั้งห้าต่างนั่งล้อมวงช่วยกันแยกและจัดเรียงเอกสารสำคัญไม่หยุดมือ เปลี่ยนจากคนว่างงานเป็นงานกองสุมหัวในพริบตา ถึงแม้จะมีปวดหัวหรือมึนงงกับเลขหน้าของเอกสารไปบ้างแต่การพูดคุยกันนอกเรื่องไร้สาระก็ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นไม่ใช่น้อย เสมือนกับเป็นการเตรียมตัวก่อนที่จะต้องร่วมกันต่อสู้ในขุมนรก
“การแสดงดนตรีของอายูมุเมื่อเช้าเป็นยังไงบ้าง”
อากินะก้มลงเซ็นเอกสารเอ่ยปากถามทั้งอย่างนั้น ขณะที่คุณชายห้ายูสึเกะกำลังหยิบเอกสารกองใหม่ขึ้นตั้ง แล้วเลือกอ่านแผ่นที่อยู่บนสุดอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะเซ็นลายเซ็นลงไป
“ยอดเยี่ยมอย่างที่คิด สมกับเป็นอายูมุ ทำไม? อย่าบอกนะว่านายเป็นห่วงอีกน่ะ น้องสาวเราโตจนขึ้นคานทองได้แล้วนะ คุณพี่ชาย”
เซยะเงยหน้าขึ้นมอง พลางหยิบเอกสารกองที่ยูสึเกะเซ็นแล้วเรียบร้อยมาอ่านตรวจทานอีกที
“เพราะนายมัวแต่คอยระวังหน้าระวังหลังแทนอยู่แบบนี้ แล้วเมื่อไหร่น้องๆจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้”
“หัดปล่อยวางซะบ้าง อย่าแบกปัญหาทุกอย่างเอาไว้คนเดียวสิ หรือไม่ก็ให้พวกฉันช่วยแบกแทนบ้างก็ได้ เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่รึไง” โชเฮที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านเอกสารทางฝ่ายอากินะไม่วายมีส่วนร่วมเข้าอีกจนได้
อากิฮะเงยหน้าจากจอโน๊ตบุ๊คพักการตรวจสอบระบบป้องกันภัยของบ้าน ยิ้มนิดๆ
“หือม์ เหมือนกับได้ยินเสียงสวดสักสิบแปดกัณฑ์ใหญ่ สมกับเป็นคำพูดของคุณชายสอง”
เซยะหัวเราะอย่างเห็นด้วย “นั่นสิ หมดกองนี้เมื่อไหร่ฉันว่าพวกนายเตรียมตัวให้เคียวชิตรวจแผลดูก่อนดีกว่า”
คุณชายสอง แห่งตระกูลทั้งสี่ผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายคนรอง ‘อาคาทสีคิ เคียวชิ’ หรือ ‘อิชิยามะ โชเฮ’ ยิ้มกว้างตามสไตล์คุณหมอ
“ยังไงร่างกายก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เริ่มจากนายก่อนแล้วกันอากินะ”
“ไหงนายสองคนเปลี่ยนโหมดกันเร็วอย่างงี้ฟะ” ยูสึเกะผู้มีศักดิ์เรียงตามวันเกิดเป็นลำดับที่ห้างงแทบเป็นไก่ตาแตก หยุดมือแล้ววางปากกาลงก่อน ประสานสายตาราวกับเจอคู่ปรับในสมรภูมิรบ "หยุดเลยชายสี่ ชายห้าหายดีแล้ว"
“ไม่ต้องพูดมาก เพราะยังไงนายก็ต้องเป็นรายต่อไป เตรียมตัวไว้เลย ยูสึเกะ” ด้วยสิทธิ์ของความเป็นพี่ที่เหนือกว่าบวกด้วยความเป็นหมอเข้าไป ยูสึเกะจึงไม่อาจขัดใจคุณชายสี่ ‘คุราโยรุ ยูชิ’ หรือ ‘อิชิยามะ เซยะ’ ทำได้แค่ยอมสงบปากสงบคำรับการรักษาไปเงียบๆเท่านั้น
เป็นที่รู้กันเฉพาะพวกเขาว่าเวลาที่คนป่วยชอบฝ่าฝืนคำสั่งหาเรื่องสร้างแผลได้บ่อยๆแล้วถูกคุณหมอทั้งสองตรวจพบเข้า เทวดาที่สุดแสนจะใจดีกับคนไข้ทั้งสองนั้นเมื่อถอดคราบเปลี่ยนเป็นซาตานแล้วมันจะน่ากลัวขนหัวลุกขนาดไหน ไม่เชื่อก็ต้องสังเกตดูจากคุณชายอากินะที่หนีไปนั่งหลบมุมนิ่งๆหลังจากการตรวจ สงบเสงี่ยมแต่โดยดีทำท่าเหมือนสำนึกผิดอย่างนั้นไม่บอกก็รู้ว่ากำลังทำใจเพื่อเตรียมใจฟังบทสวดหรือกำลังหาข้อแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่ ส่วนคุณชายยูสึเกะที่โดดไปหลบอีกมุมหนึ่งก็กำลังซ้อมบทแก้ตัวที่คาดว่าฟังขึ้นและดูดีที่สุดอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งสองกำลังรอเวลาขึ้นแท่นประหาร ทันทีที่นายตำรวจอากิฮะได้รับการตรวจเสร็จเมื่อไหร่ช่วงเวลาการรอคอยแห่งความทรมานนี้ก็จะสิ้นสุดลง
สองนายแพทย์นั่งหน้าเครียดจนคนป่วยทั้งสามต้องเสมองกันไปคนละทางดูไม่ต่างจากเด็กกะล่อนที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด
“อากินะ ฉันเคยบอกนายไว้ว่า ข้อแรกแผลเพิ่งผ่าตัดใหม่ๆห้ามขยับเขยื้อนรุนแรงหรือออกกำลังไม่งั้นปากแผลอาจจะเปิดอีกได้ ข้อสองต้องทานอาหารให้ครบหมู่และเพียงพอที่ร่างกายจะเอามาซ่อมแซมบาดแผล ข้อสามต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะช่วงเวลาที่คนเราพักผ่อนคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายที่จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ แต่นายฝ่าฝืนมันทุกข้อ ป่านนี้แล้วปากแผลยังไม่มีทีท่าว่าจะสมานตัวเลยสักนิด”
คุณหมอเคียวชิสาธยายกฎเหล็กที่ตนตั้งขึ้นเพื่อควบคุมคนป่วยหัวแข็งหมายเลขหนึ่งโดยเฉพาะอีกครั้ง ทั้งที่คิดว่ากฎง่ายๆหลักๆสามข้อที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ยังจำได้จะซึมซาบเข้าไปในสามัญสำนึกของน้องชายที่ยังกล้าหันมาสบตามองรับโทษตรงๆแต่กระนั้นก็ยังคงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ผูกป้ายคล้องคอให้สักทีจะดีไหม ก็ใครจะไปคิดว่ามันจะเล่นไม่ทำตามเลยสักข้อแบบนี้ รบกับเด็กดื้อๆยังจะง่ายกว่ารบกับผู้ใหญ่ไร้เหตุผลขาดสติทำร้ายตัวเองทางอ้อมแบบนี้เลย
“ว่าไง แข่งบาสเมื่อเช้าสนุกมั้ย ฝ่ายไหนชนะล่ะ ดังค์ 3 ครั้ง ชู้ตระยะไกล 7 ครั้ง ยังไม่นับรวมถึงอื่นๆอีก อย่างเช่นซ้อมเคนโด้เมื่อกลางวัน.....” คุณหมออีกคนยิ้มถาม น้ำเสียงเชิงล้อเล่น แต่ทว่าคนป่วยกลับมองเห็นเขี้ยวคมๆแสยะออกมา
“แต่ฉันใช้มือขวาเป็นหลัก แค่ใช้มือซ้ายช่วยเท่านั้น” จำเลยหมายเลขหนึ่งแก้ตัวสั้นๆได้ใจความ เมื่อถูกดักด้วยหลักฐานที่เถียงไม่ขึ้น
ยูชิยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ก้มลงอ่านประวัติการรักษาที่จดเอาไว้เอ่ยน้ำเสียงเย็นเหยียบจนคนป่วยที่แก้ตัวไม่ขึ้นต้องสะอึก
“งั้นเหรอ ถ้าหากนายคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นอะไร แผลมันก็คงไม่เปิดประท้วงให้ฉันสองคนเห็นหรอกนะ”
“ฟังให้ดีนะ อากินะ ฉันขอสั่งห้ามไม่ให้นายออกกำลังหรือทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการเพิ่มภาระให้ไหล่ซ้ายจนกว่าปากแผลจะปิดสนิท แล้วก็อย่ามัวทำงานเพลินจนลืมเวลาอาหารและก็เวลานอนอีก ได้ยินชัดแล้วใช่มั้ย”
เคียวชิถามย้ำจนเมื่อเห็นอากินะยอมพยักหน้าโดยดุษฎีก็หันไปซักจำเลยรายต่อไปทันที
“ส่วนนาย ยูสึเกะ กลับมาคราวนี้มีแผลใหม่ 7 แห่ง ทั้งแผลจากกระสุนปืน ดาบ มีดสั้น และอื่นๆ ซึ่งรวมกับแผลเก่าแล้วทั้งหมดมี 13 แห่ง ของเก่าก็เหลือแค่ตัดไหมก็เสร็จ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่”
“แต่แผลบริเวณช่วงหน้าท้องยากที่จะสมานตัวได้ตามปกติ กรณีเดียวกับอากินะข้อแรก คงจะดีมากเลยถ้านายจะหยุดพักกิจกรรมบนเตียงสักนิดแล้วเอาเวลากินเหล้าเที่ยวกลางคืนมานอนพักบ้าง” ยูชิเสริมด้วยข้อมูลตามจริง
ในเมื่อแม้แต่คุณชายสามยังเอาตัวไม่รอดด้วยการแก้ตัว แสดงว่างานนี้สองนายแพทย์สืบข้อมูลมาดี จำเลยเบอร์สองจึงเปลี่ยนใจกลับลำได้ทันควัน
“อ้าว แล้วกัน คืนนี้ฉันกะจะชวนนายออกไปร่อนด้วยกันสักหน่อย น่าเสียดาย ไม่ไปแน่เหรอ ยูชิ”
คุณหมอคนพี่ยิ้มบางๆ “ขอบใจนะที่บอก ยูชิถ้านายจะไปก็ไปได้ แต่สำหรับนายยูสึเกะ ถ้านายกล้าก้าวออกจากบ้านคืนนี้แม้แต่ก้าวเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
“แต่ฉันต้องไปทำงานนะเว้ย เคียวชิ” คนถูกกักบริเวณรีบท้วง แต่ความหวังจะเป็นอันต้องมลายหายสูญเมื่อคนชอบอู้งานเกิดอยากจะขยันขึ้นมาตอนนี้
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก เดี๋ยวเจ้าบ้านคุราโยรุคนนี้จะไปแทนเอง วางใจได้เลยยูสึเกะ รับรองว่าหายห่วง” ยูชิหัวเราะอย่างสนุกสนานกับการได้แกล้งน้องชายที่ไม่เคยเอาชนะเขาได้สักครั้งอย่างยูสึเกะที่ว่ากันว่าร้ายนัก แต่ทำไมหนอพอมาอยู่ต่อหน้าเขาก็เป็นกลายน้องชายที่เชื่อฟังคนหนึ่ง
เจ้าบ้านคามินาริบ่นหงุบ “เพราะว่างานนี้หัวหน้าแก๊งค์อย่างนายจะฉายเดี่ยวนี่สิ ถึงน่าเป็นห่วง”
ที่คนอย่างเขายอมให้ก็ไม่ใช้เพราะว่ากลัวอะไรหรอกนะ แต่เพราะเห็นว่าเป็นพี่ชายที่หวังดีกับเราจริงๆต่างหากถึงได้ยอมตามใจให้มันเล่นสนุกจะได้อารมณ์ดี ขืนปล่อยให้มันอารมณ์บูดคงทนไม่ไหวได้มีลงมือลงไม้ตีกันจนตายไปข้างหนึ่งแน่ๆ
“คนสุดท้าย นายตำรวจหัวหน้าหน่วยจู่โจมผู้เก่งกาจของเรา มีแผลใหม่อยู่ 3 แห่ง คงไม่น่าเป็นห่วงอะไร ถ้าหากแผลพวกนั้นคุณตำรวจของเราไม่ได้ลงมือเย็บเอง” คุณหมอเคียวชิหันไปไต่สวนจำเลยรายสุดท้าย
“ไม่ทราบว่าทางนั้นจะจ้างแพทย์เอาไว้ทำเพื่ออะไร เมื่อนายตำรวจที่นั่นทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งผ่าตัดเอาหัวกระสุนออกแล้วเย็บแผลเอง อากิฮะ ฉันรู้ว่านายทำได้และก็ทำได้ดี แต่มันก็ไม่ปลอดภัยเท่ากับอยู่ในมือแพทย์ กว่านายจะได้รักษาแผลให้ตัวเองเสร็จต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ไหนก่อนหน้าจะเสียเลือดมากพออยู่แล้ว บวกเวลากว่านายจะทำแผลเสร็จมีหวังเลือดได้ออกหมดตัวก่อนพอดี รึนายจะบอกว่าคนที่เสียเลือดจนแทบไม่เหลือสติจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้เวลามากกว่าปกติ? คำตอบคือไม่ แล้วยิ่งถ้าเป็นนายด้วยแล้วกว่าจะได้ทำแผลก็คงต้องจับคนร้ายทั้งหมดไม่งั้นไม่ยอมเลิกรา แถมบางครั้งก็ยังรอรายงานเบื้องบนให้เสร็จก่อน”
นายตำรวจหนุ่มสุดหล่อตอบยิ้มๆดูไม่กังวลแม้แต่นิดเดียว ต่างจากจำเลยคนแรกที่เป็นโรคกลัวหมอ และจำเลยคนต่อมาที่เป็นโรคกลัวพี่ลิบลับ
“ไหนๆงานมันก็จะเสร็จแล้วฉันก็เลยอยากทำให้มันจบๆไป แล้วถ้ามัวแต่รอให้ทางโน้นทำแผลให้ป่านนี้ฉันก็คงยังมาไม่ถึงญี่ปุ่นหรอก”
นี่หรือคือคำตอบ คุณชายสองรู้สึกอยากจะเอาอะไรสักอย่างฟาดหน้าให้ได้สติสักที หน้าไม่คล้ายกันอย่างเดียวยังคิดเหมือนกันอีกด้วย คราวหน้าคราวหลังไม่เกิดมาเป็นฝาแฝดกันจริงๆไปเลยล่ะ อีกคนกุเรื่องไม่เก่งก็เลยตอบเลี่ยงๆแบบขอไปที ส่วนรายนี้ก็มาย้อนเขาเข้าให้ ขอลองใช้ท่าตบหน้าผากท่าประจำของคุณชายห้าสักทีได้มั้ยเผื่อว่าจะได้หายเครียด
“สมแล้วที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คนหนึ่งก็บ้างานจนลืมหิว ส่วนอีกคนก็บ้างานจนลืมไปว่าเลือดไหลจะหมดตัว ให้มันได้อย่างนี้สิ” คุณชายสี่เองก็อดอึ้งกับเพื่อนแท้เพื่อนยากคู่นี้ไม่ได้เหมือนกัน น่าสงสารหมออย่างพวกเขาสองคนที่ต้องมาออกรบกับคนไข้ที่ทำตัวไม่เป็นสมเป็นคนไข้อย่างสามคนนี่
“อากินะ ยูสึเกะ ยาของนายสองคนฉันจะฝากให้ฮายาชิซังกับรินนะซังช่วยดูแลให้ ส่วนของนาย อากิฮะ ฉันเพิ่มยาบำรุงเลือดเข้าไปด้วย นายต้องกินจนกว่ายาจะหมด แล้วก็เพิ่มเมนูอาหารที่มีธาตุเหล็กด้วยทุกมื้อ ฉันขอเตือนพวกนายทั้งสามคนถ้าอีกสามวันแผลของพวกนายไม่ดีขึ้น ฉันรับรองด้วยเกียรติของแพทย์เลยว่าคราวนี้ได้ไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลแน่นอน” เคียวชิบอกรายละเอียด พลางเขียนใบสั่งยาไปด้วย โดยไม่ลืมที่จะขู่สำทับทิ้งท้าย
“พอเถอะเคียวชิ ยูชิ กว่างานจะเสร็จเดี๋ยวก็เย็นก่อนพอดี”
อากินะเอ่ยปรามสองนายแพทย์ที่ถูกจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์เข้าสิงจนน่ากลัว พอเห็นคุณชายสามเปิดทาง ยูสึเกะจึงรีบรายงานถึงข่าวความคืบหน้าที่เพิ่งจะไปลุยมาสดๆหมาดๆเมื่อคืนนี้ให้ฟัง
“เมื่อวานนี้ฉันเพิ่งไปจัดการกับแก๊งค์มิโมริมา พอลองเค้นถามดูก็ได้ความว่าเจ้าพวกนั้นได้ข่าวของอากินะว่าที่จริงแล้วยังไม่ตายจากจดหมายที่ไม่ระบุชื่อฉบับหนึ่ง ในนั้นยังระบุอีกว่าถ้าหากกำจัดอากินะได้ ทุกอย่างที่ต้องการก็จะมากองอยู่แทบเท้าโดยแทบไม่ต้องออกแรง”
“เจ้าของจดหมายฉบับนั้นต้องการชีวิตของอากินะ แต่กลับยืมมือคนอื่นลงมือแทน แสดงว่าจะต้องเป็นคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกันกับเรา บางทีอาจจะอยู่แค่เพียงใต้จมูกเท่านั้น ถึงตอนนี้เราจะยังไม่แน่ใจว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงนั้นคืออะไร แต่ที่แน่ๆหนึ่งในนั้นจะต้องเป็นการจุดไฟสงครามที่ยังไม่มอดให้ลุกขึ้นอย่างแน่นอน”
อากิฮะกล่าวข้อสันนิฐานของตนออกมา พวกเขาต่างก็รู้ดีว่าไม่ว่าฝ่ายไหนเป็นคนลงมือแต่ผลลัพธ์สุดท้ายคงหนีไม่พ้นการฆ่าล้างแค้น การฆ่าฟันกันเองเหมือนอย่างครั้งก่อน สู้กันเพื่อเพียงเหตุผลเดียวก็คือการแก้แค้น ต้องต่อสู้กันทั้งที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจว่าศัตรูที่ต่อสู้อยู่ด้วยนั้นใช่ศัตรูที่แท้จริงหรือเปล่า เป็นเพราะถูกความโกรธแค้นบังตาจนปฏิเสธที่จะฟังเหตุผลของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะจริงหรือไม่แต่อย่างน้อยเราก็ควรให้ฝ่ายนั้นได้อธิบายก่อนไม่ใช่หรือ ไม่อย่างนั้นปัญหาก็คงไม่ค้างคามาจนถึงทุกวันนี้หรอก
หากจะให้นับย้อนไปตั้งแต่อดีตที่ไม่มีใครจำได้นอกเสียจากความแค้นที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่นระหว่างแปดตระกูลเก่าแก่ที่แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ดำรงอยู่เพื่อเป็นปรปักษ์กันเท่านั้น
‘คามินาริ’ ‘คุราโยรุ’ ‘อาคาทสึคิ’ และ ‘นารุคามิ’ ทั้งสี่ตระกูลไม่ได้เกื้อหนุนกันเพียงเพื่อผลประโยชน์ หากแต่เป็นเสมือนพี่น้องร่วมสาบานที่แบ่งหน้าที่และบทบาทให้โลดแล่นบนเส้นทางที่แตกต่างกัน ‘คามินาริ’ และ ‘คุราโยรุ’ กุมอำนาจในโลกยามวิกาล ในขณะที่ ‘อาคาทสึคิ’ และ ‘นารุคามิ’ กุมอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่บนโลกแห่งแสงสว่าง
อีกทางด้านหนึ่งก็เช่นกัน ‘ชิโรไดระ’ ‘นาคาโดอิ’ ‘มิทสึจิโดะ’ และ ‘คุซานางิ’ คือสี่ตระกูลที่ยืนอยู่กันคนละฝั่งฝาก ‘ชิโรไดระ’ และ ‘นาคาโดอิ’ กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของโลกมืดเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ‘มิทสึจิโดะ’ และ ‘คุซานางิ’ ก็กุมอำนาจในโลกแห่งแสงสว่าง เพื่อคานอำนาจของอีกฝ่ายไม่ให้มีมากจนเกินไป เกิดเป็นความเสถียรในการถ่วงดุลอำนาจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วตัวตนของทั้งสองฝ่ายในโลกแห่งแสงสว่างที่สร้างขึ้นก็เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าชั้นดีเท่านั้น เพราะอำนาจที่แท้จริงที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้มาคืออำนาจในโลกมืด ได้ยืนอยู่ในจุดที่สูงที่สุด
‘สี่พญามังกร’ ที่เพียงแค่ได้ยินชื่อก็เป็นอันต้องหวาดกลัวมาจากส่วนลึกของขั้วหัวใจ
อำนาจที่ใครๆก็อยากได้ และต้องการไม่ว่าจะต้องทำอะไรลงไปหรือใช้วิธีสกปรกที่ชั่วช้า ไม่คิดหรือว่าหากได้อำนาจทั้งหมดเอาไว้แค่ฝ่ายเดียวมันจะวิเศษสักแค่ไหน ในเมื่อหลายคนก็เคยคิดเช่นนั้น แล้วตัวพญามังกรเองจะไม่เคยคิดบางเลยหรือ
สิบแปดปีก่อนไฟสงครามได้ถูกจุดขึ้นเมื่อ ครอบครัวอามาซาวะถูกสังหารยกครอบครัว ถ้าหากเป็นครอบครัวของคนธรรมดาทั่วๆไปเรื่องราวคงไม่ใหญ่โตจนก่อให้เกิดสงครามระหว่างกลุ่มได้ แต่โชคร้ายที่เป้าหมายผิดพลาดนั้นก็คือภรรยาสาวของคุณหมออามาซาวะซึ่งเป็นหมอประจำตระกูลคามินารินั้นมีศักดิ์เป็นถึงน้องสาวเพียงคนเดียวของตระกูลทั้งสี่ฝ่ายคามินาริ และยังเป็นสาวงามที่ได้รับคำปฏิญาณจากผู้มีอำนาจมากมายว่าจะยกย่องและปกป้องเธอไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ ถึงจะฟังดูน้ำเน่าเหมือนกับนิทานหลอกเด็ก แต่มันก็เป็นเรื่องจริง มีบุรุษคนไหนบ้างที่ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสาวงาม ตามประวัติศาสตร์ไม่ว่าชาติไหนๆสตรีเพศนั้นสามารถทำลายนักรบผู้เก่งกาจมาได้นักต่อนัก
ด้วยเหตุนี้แก๊งค์คามินาริจึงได้เปิดศึกกับแก๊งค์ชิโรไดระที่คาดกันว่าเป็นผู้ลงมือ ถึงแม้จะมีหลักฐานมัดตัวแน่น ฝ่ายชิโรไดระก็ยืนคงกรานกล่าวปฏิเสธไม่ยอมรับว่าเป็นผู้กระทำ ฉากของสงครามจึงได้ยืดเยื้อมาถึงแปดปีและได้จบลงไปกับสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เมื่อทางฝ่ายคามินาริต้องสูญเสียคุณชายคนโต ทายาทที่หมายมั่นปั้นมือจะให้สืบทอดวงศ์ตระกูล ‘อาคาทสึคิ’ ไปพร้อมๆกับผู้นำของคามินาริที่ต้องจบชีวิตลงด้วยพิษบาดแผล มิหนำซ้ำคุณชายคนรอง ‘อามาซาวะ เคียวชิ’ กับ คุณชายคนที่สี่ ‘อามาซาวะ ยูชิ’ ที่ถูกลอบสังหารยังหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย และเมื่อถูกหมายหัวด้วยกลุ่มนักฆ่ามือหนึ่งอย่างกลุ่ม‘คาราสึ’ มีใครบ้างที่จะคิดไปในแง่ดีได้อีก
แต่ก็ถือว่าโชคยังเข้าข้างเมื่อทายาททั้งสองที่สามารถรอดพ้นมาจากเงื้อมมือของมัจจุราชได้ย้อนกลับมาช่วงเหลือวงศ์ตระกูลอีกครั้ง เป้าหมายที่เหล่าทายาททั้งสี่รู้ดีอยู่แก่ใจ เป้าหมายที่จะต้องถูกสังหารในวันนั้นไม่ใช่พ่อหรือแม่ของคุณชายทั้งสอง แต่เป็นทายาทที่จะได้ขึ้นเป็นผู้นำของตระกูลทั้งสี่ต่างหาก เป้านิ่งในตอนนั้นก็คือ ‘คุณชายหนึ่งโทโยชิสะแห่งอาคาทสึคิ’ ‘คุณชายสองเคียวชิแห่งคุราโยรุ’ ‘คุณชายสามอากินะแห่งคามินาริ’ และ ‘คุณชายสี่ยูชิแห่งนารุคามิ’ และเป้าหมายในครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน แรกเริ่มก็เล่นงานจากอดีตมังกรที่ถูกถอดเขี้ยวเล็บจนแทนไร้พิษสงอย่างอากินะ ต่อมาก็คงเป็นพญามังกรตัวใหม่อย่างยูสึเกะ และคงตามติดตัวน้องชายคนเล็กทั้งสอง‘ริวอิจิ’ กับ‘’ยูอิจิ’ ที่ถูกยกขึ้นมาเชิดหน้าปกป้องผู้นำที่แท้จริงอย่าง ‘เคียวชิ’ และ ‘ยูชิ’
“คนๆนั้นต้องการอะไร เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งสิบปีแล้ว จะมาล้างแค้นเอาป่านนี้นี่นะ หรือว่าหวังผลประโยชน์อย่างอื่น” ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด แต่คนที่กล้าพูดประโยคต่อมาอย่างคุณชายยูชิทำเอาคนอื่นต้องรู้สึกเครียดยิ่งกว่า “สมัยนั้นนายเคยไปหักอกใครไว้รึเปล่า อากินะ รึว่าจะเป็นอากิฮะแต่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอากินะ ไม่สิ ฉันว่ามันน่าจะเป็นวีรกรรมที่ยูสึเกะสร้างทิ้งไว้มากกว่า”
“อืม จะว่าไปมันก็พอเป็นไปได้นะ บวกกับที่ช่วงนี้ยูสึเกะเข้าออกบ้านยากูซ่าเพื่อขึ้นหาลูกสาวไม่ก็หลานสาวเขาเป็นว่าเล่น ฉันว่าถ้าสาเหตุจะมาจากเรื่องนี้ก็ดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน” เคียวชิลอยตามน้ำ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย คู่นี้ก็สมกับที่เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันจริงๆ
“อย่าคล้อยตามแล้วโยนความผิดให้ฉันรับคนเดียวอย่างงั้นสิ เคียวชิ กับเรื่องแค่นั้นถึงกับจะฆ่าพวกเราทั้งตระกูลเนี่ยนะ มันไม่ทำเกินไปหน่อยรึไง ลองคิดดู” ยูสึเกะรู้สึกเหมือนถูกเอาไฟมารนก้นจึงนั่นแทบไม่ติดพื้น เพราะถ้าเป็นเหตุผลนั้นจริง คราวนี้ก็ถือได้ว่าเป็นความผิดของเขาคนเดียวเต็มๆ นี่เขาจะต้องถูกบรรพบุรุษรุมทึ้งตอนตายไปอย่างนั้นเหรอ เชื่อสิ ยังไงมันไม่มีทางเป็นเพราะเหตุผลแค่นั้นหรอกน่า
อากินะกล่าวน้ำเสียงเครียด “ที่สำคัญตอนนี้เรื่องที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ก็กระจายไปจนทั่วแล้ว ถ้าสาเหตุมาจากความแค้นเป็นหลักก็คงไม่แปลกที่อยากจะทำให้พวกเราสิ้นชื่อ แต่ฉันว่ามันต้องมีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น”
“ถ้าเหมือนกับเมื่อครั้งก่อนที่อยู่ดีๆทายาทของทั้งสี่ตระกูลก็ถูกหมายหัวพร้อมๆกัน เริ่มจากคามินาริ ซึ่งในตอนนั้นก็คืออากินะ ต่อด้วยเคียวชิแห่งคาราโยรุและยูชิแห่งนารุคามิพร้อมๆกัน แล้วก็ตบท้ายด้วยพี่โทโยชิสะแห่งอาคาทสึกิ คนที่ลงมือในครั้งนั้นต้องรู้ถึงความสัมพันธ์ของตระกูลทั้งสี่เป็นอย่างดีไม่อย่างนั้นคงไม่คิดจะเก็บทายาทของอาคาทสึกิกับนารุคามิที่อยู่ในวงการธุรกิจไปด้วย แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น....”
ยังไม่ทันที่นายตำรวจหนุ่มจะพูดจนจบ คุณชายห้าก็โพล่งคำที่อัดอั้นไว้อยู่นาน
“ชิโรไดระ ยังไม่ปล่อยเรา”
ชื่อเดียวที่เรียกสีหน้าเครียดขึงจากบุคคลทั้งสี่มีความแค้นของวงศ์ตระกูลค้ำคออยู่ได้อย่างดี
“เรายังไม่มีหลักฐานจะโทษว่าเป็นฝีมือของฝ่ายนั้นเลยไม่ได้ ถ้าเป็นฝีมือของชิโรไดระจริงจะไม่มีทางยืมมือคนอื่นลงมือแทน และจะไม่จ้างนักฆ่าฝีมือปลายแถวอย่างนั้นมาให้เป็นที่ขายหน้าหรอก” คนถูกลอบฆ่ามาหมาดๆพยายามอดกลั้นวางตัวเป็นกลางแล้วว่าไปตามความเป็นจริง
แต่เพราะแอบเผยความลับที่อุตส่าห์ปิดปากเงียบมานาน คุณหมอคนน้องที่เอะใจตั้งแต่แรกจึงเริ่มซัก
“เมื่อกี๊นายบอกว่านักฆ่าพวกนั้นฝีมือแค่ปลายแถว งั้นที่นายได้แผลมาก็แสดงว่านายลงไปยืนนิ่งๆให้มันยิงก่อนเพื่อฝึกใช้จิตสังหารกดดันหรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องอกสั่นขวัญแขวนเพียงแค่เห็นหน้า? ต้องรอให้ถูกยิงหัวก่อนรึไงนายถึงจะเลิกทดลองอะไรบ้าบิ่นแบบนั้นน่ะ อากินะ นายไม่ใช่เทพแห่งสงครามนะคนอื่นมาเห็นถึงจะได้รีบเผ่น”
“เอาน่าคนที่ฝีมือไม่เอาไหนเจอเข้าไปขนาดนั้นแล้วยังยิงถูกอากินะมันก็บุญขนาดไหนแล้ว ฉันว่าที่อากินะมันได้แผลเป็นเพราะมันวิ่งเข้าไปรับลูกกระสุนเล่นๆเองมากกว่า มันจะได้ตื่นเต้นขึ้นไง อาการตื่นกลัวของคนที่พอจะเห็นแสงแห่งความหวังตอนที่คิดว่ายิงโดนแล้ว แต่ก็ต้องถูกกระชากลงสู่ความมืดเมื่อเราไม่คิดจะอยู่เล่นกับพวกมันอีก สนุกจะตายไปไม่เคยลองทำรึไง”
ยูสึเกะให้ท้ายพี่ชายซึ่งเคยอยู่ในวงการคาวกลิ่นเลือดมาก่อนจึงเข้าใจหัวอกเป็นอย่างดี แต่ก็ใช่ว่าในบรรดาชายหนุ่มทั้งห้าคนนี่จะไม่เคยมีใครไม่เคยวนเวียนอยู่ในวงการนั้นกันมาก่อน แต่ละคนต่างพบเจอกับการต่อสู้ไปกันคนละแบบ เมื่อมาฝึกฝีมือเป็นคู่ซ้อมกันเองจึงรู้ได้ว่าต่างฝ่ายก็กินกันไม่ลง แต่ถ้ายังหลงไปกับกลิ่นอายของการเข่นฆ่าแบบนี้ อาการชักจะน่าเป็นห่วงไม่ธรรมดาแล้ว
“ฉันว่านายน่าจะเข้าโรงพยาบาลรักษาจิตอีกสักรอบนะ” เคียวชิที่เริ่มถูกความเป็นแพทย์ตามน้องชายเข้าสิงเตือนด้วยความเป็นห่วงรอบที่ร้อย และก็ได้คำตอบเดิมๆกลับมาก็คือการหยักไหล่ไม่สนใจกับอาการป่วยทางจิตของตน เมื่อเจ้าตัวก็รู้ดีว่าถึงจะรักษาไปก็เท่านั้น เพราะยังไงก็ไม่มีทางหลุดไปจากวัฏจักรของการเข่นฆ่าไปจนชั่วชีวิต
อากิฮะบอกสิ่งที่คาดคะเนไว้ต่อ “สรุปแล้วเราก็ยังไม่รู้ว่าศัตรูในครั้งนี้มันเป็นใคร บางทีเป้าหมายของมันอาจไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่เราคิด แต่กันไว้ก่อนย่อมดีกว่ามาแก้ทีหลัง ถ้าคราวนี้คนพวกนั้นต้องการทำลายตระกูลทั้งสี่ของพวกนายจริง ในบรรดาคนที่มีสิทธิถูกหมายหัวคนที่น่าเป็นห่วงที่สุด....”
“ริวอิจิกับยูอิจิ ตราบใดที่ทั้งสองคนยังเป็นตัวแทนพวกฉันสองคนอยู่แบบนี้...... น่าสมเพช ทั้งที่เป็นถึงเจ้าบ้านแต่กลับทำได้แค่ซ่อนอยู่ข้างหลังน้อง ถ้าคราวนี้ ‘คาราสึ’ เป็นฝ่ายลงมืออีกแล้วน้องทั้งสองเป็นอะไรไป ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย” เจ้าบ้านที่แท้จริงแห่งอาคาทสึคิตอบแทน ข่มใจกัดฟันแน่นกับความแค้นที่ฝังลึกอยู่ภายในใจ พ่อแม่ของเขา ครอบครัวของเขาต้องพังทลายลงในชั่วพริบตาเพียงเพราะความเห็นแก่อำนาจของคนพวกนั้น อย่าให้เขาเจอว่ามันเป็นใคร เขาจะแก้แค้นคืนกับพวกมันให้สาสม!
แม้อากินะจะเข้าใจดีถึงความรู้สึกของผู้เป็นพี่ชาย แต่ก็ช่วยปลอบโยนได้แค่ผ่านทางคำพูด เพราะถ้ากลุ่มนักฆ่าแห่งคาราสึลงมือจริง คราวนี้พวกเขาคงต้องรับศึกหนักเหมือนกับครั้งก่อน ซึ่งลางสังหรณ์ได้บอกว่าครั้งนี้มันจะไม่เหมือนแต่จะหนักหนายิ่งกว่าหลายเท่า
“ฉันให้นายสองคนมาเสี่ยงอีกไม่ได้หรอก อย่างน้อยถ้าฉันกับยูสึเกะเป็นอะไรไปก็ยังมีนายสองคนช่วยดูแลตระกูลของเรา คอยระวังข้างหลังอย่างที่ทำอยู่ก็ดีแล้ว พวกฉันจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีก ถึงตายก็จะได้ตายตาหลับ”
“เจ้ายูไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ชอบอยู่ติดบ้านนานๆครั้งถึงจะออกไปข้างนอกกับเขาบ้าง แถมจะออกไปแต่ละครั้งก็พาคนตามไปด้วยเหมือนจะไปออกศึก ที่สำคัญยูอิจิเป็นลูกชายคนเดียวของคุณพ่อไคโตะ ถึงจะมีศัตรูแต่พันธมิตรของคุณพ่อก็มีมากกว่า และถึงแม้จะถูกจับได้แต่ก็มั่นใจได้เลยว่าจะไม่ถูกเอาชีวิต ไม่อย่างงั้นคนที่กล้าลงมือก็คงต้องเตรียมลงนรกเป็นรายต่อไปเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ค่อยน่าห่วงเท่าเจ้าริว รายนั้นเหมือนอากินะไม่มีผิด ไม่ชอบให้คนตาม แถมยังดื้อเงียบ ห้ามว่าไม่ปลอดภัยก็ไม่เคยฟัง เหมือนนายจริงๆเลย อากินะ” ยูสึเกะช่วยเสริมด้วยอีกแรงเพื่อให้อดีตเด็กหัวอ่อนที่แข็งกร้าวขึ้นไม่แพ้พวกเขาอย่างเคียวชิได้เบาใจ
คนถูกค่อนแคะหน้าตึง “ถ้านายจะบ่นเรื่องของฉันก็พูดมาตรงๆเลยดีกว่า ยูสึเกะ ไม่งั้นเย็นนี้ก็เจอกันที่โรงฝึก”
“คิดว่าฉันไม่กล้ารับคำท้ารึไง เอาสิ ไม่ได้เจอกับนายมาตั้งนานแล้ว”
“ดีนี่ ไม่ทันข้ามวันพวกนายสองคนก็ลืมคำสั่งของฉันแล้ว จะลองดูก็ได้นะ เย็นนี้จะได้พากลับไปโรงพยาบาลพร้อมกันทีเดียว” เคียวชิยิ้มบางๆออกมาในที่สุดกับการะเล่นละครปลอบใจที่ไม่ได้เรื่องของน้องชายทั้งสองคน
“เฮ้อ ไม่ไหวเลยพวกนายนี่ ริวคงดีใจที่พี่ชายสนใจเรื่องของตัวเองม๊ากมาก” ยูชิยกมือขึ้นตบไหล่พี่ชายช่างคิดมาก ระบายรอยยิ้มกว้างเอ่ยน้ำเสียงครื้นเครง “ริวอิจิ รายนี้ก็แสบพอดู ออกจากบ้านแทบทุกวัน หลังจากเรียนจบก็เห็นไปช่วยพวกน้องสาวเราทำงาน แต่ตอนนี้กำลังดื้อแพ่งว่าจะช่วยงานที่โรงแรม แล้วยังไปขอคุณแม่ว่าจะไม่เรียนต่อ เพราะอยากหาประสบการณ์ในการทำงานก่อน ท่าทางครั้งนี้คงจะไม่ยอมเราง่ายๆ”
“แต่ครั้งนี้ริวต้องฟังและทำตามเงื่อนไขที่พวกเรากำหนด ถ้าไม่อยากเรียนต่อก็ไม่ต่อเรียนแต่ฉันไม่ให้ทำงานกับฉันได้ง่ายๆหรอก” อากินะปรับเข้าโหมดจอมเผด็จการ กระตุกยิ้มเพียงมุมปากที่มั่นใจได้เลยว่าหากเจ้าตัวเล็กได้มาเห็นคงได้ทะเลาะกันบ้านแตกแน่ๆ “ฉันมีแผนดีๆที่จะทำให้ริวยอมมีคนติดตามจนกว่าเราจะเคลียร์เรื่องทั้งหมดได้ อากิฮะครั้งนี้นายลาพักได้นานเท่าไหร่”
“ประมาณสามเดือนเห็นจะได้ อย่างมากก็สี่เดือน อยากจะให้ฉันช่วยอะไรก็ว่ามา” เพื่อนรักของคุณชายสามย้อนถามอย่างรู้ทัน คำตอบสั้นๆจึงตามในทันที
“ระหว่างนี้ฉันจะให้นายมาเป็นบอดี้การ์ดให้ริวอิจิ”
“แต่ฉันสงสัยน่ะ น้องมันจะยอมง่ายๆรึไง” ยูสึเกะยกมือขึ้นถามใช้สิทธิแทนน้องทั้งสองที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะตัดสินใจเอง
ยูชิเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นสมาชิกของชมรมคนรักน้องยกมือขึ้นถามเช่นกัน “อย่าบอกนะว่านายจะบังคับ เหมือนอย่างที่คุณแม่เล่นมัดมือชกตอนที่เซอิจิมาเป็นบอดี้การ์ดให้นาย ฉันว่าคราวนี้เรื่องของนายก็คงเหมือนเดิมเตรียมแผนรับมือรึยังล่ะอากินะ”
คุณชายสามส่ายหน้า “เรื่องของริวจัดการไม่ยากหรอก ฉันจะบอกน้องเองว่าจะให้อากิฮะมาเป็นตัวแทนฉันเพื่อตรวจดูผลงานและความสามารถว่าดีพอที่จะมาทำงานกับฉันรึเปล่า เพียงแค่นี้ก็หมดปัญหา อย่าลืมสิว่า...”
“คนที่ตัดสินใจคือพวกเราไม่ใช่พวกน้องๆ ถอดแบบเรื่องความคิดมาจากคุณพ่อโนวากิแท้ๆเลย บางครั้งเราก็ควรรับฟังความเห็นของพวกน้องๆบ้างนะ ถึงพวกเราจะหวังดีแต่การตัดสินใจแค่ข้างเดียวแบบนี้มันไม่ได้ผลดีเสมอไปหรอก” คุณชายสองที่มาบัดนี้ได้กลายเป็นพี่ใหญ่ของบ้านเอ่ยเตือนคนช่างวางแผนอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็เหมือนเดิมคือเพียงแค่รับฟังและก็ไม่สำเร็จ
อากินะตัดสินใจอย่างเฉียบขาด “แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
“ยูชิ คืนนี้นายต้องระวังตัวให้ดี ถ้าไม่จำเป็นห้ามนายเปิดเผยตัวเองเด็ดขาด ความจริงฉันว่านายแค่ไปดูลาดเลาก็พอ ที่เหลือก็ปล่อยให้พวกลูกน้องจัดการไป แล้วเรื่องบอดี้การ์ดคนใหม่ของอากินะล่ะคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
เจ้าบ้านคามินาริแอบนอกเรื่องเพราะไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงกับจอมเผด็จการเบอร์สองของบ้าน พร้อมทั้งหันไปเอาคำตอบจากสายสืบผู้เก่งกาจ
อากิฮะยิ้มน้อยๆ “ไม่มีข้อมูลบันทึกเอาไว้ในระบบ ก็เหลือแต่ต้องสอบถามดู คนบ้านนายนี่ดีนะ ปิดปากเก็บความลับได้ยอดเยี่ยมจนน่าให้รางวัลจริงๆ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ไม่มีใครยอมเอ่ยปากเรื่องบอดี้การ์ดคนใหม่ของนายสักคน แต่เล่นไม่ยอมพูดกันถึงขนาดนี้สงสัยป่านนี้คงหาได้แล้วล่ะ แล้วอีกไม่นานก็คงจะพามาแนะนำตัว”
“ถ้าเป็นเรื่องที่เบื้องบนสั่งลงมาต่อให้ขู่ฆ่าให้ตายก็ไม่ยอมเปิดปากหรอก คาดคั้นไปก็เท่านั้นเสียเวลาเปล่าๆ” อากินะเฉลย คนบ้านเขาแต่ละคนเคารพยกย่องแถมยังซื่อสัตย์ต่อพวกผู้ใหญ่ ซึ่งออกจะมากเกินจนอดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าพวกเขาจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีถึงจะได้ใจจากคนในปกครองแบบนั้นบ้าง
คุณชายห้าส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “พวกผู้ใหญ่นี่ดีจริงๆเนอะ ทิ้งภาระให้พวกรับผิดชอบอย่างตำแหน่งเจ้าบ้านนี่ แล้วยังมีอำนาจสั่งให้พวกเราทำอะไรก็ได้อีก”
“คนเป็นพ่อเป็นก็อย่างนี้แหละ ไม่มีใครทนเห็นลูกล้มลงไปต่อหน้าต่อตาได้หรอก เมื่อไหร่ที่นายได้เป็นพ่อคนนายก็จะเข้าใจถึงหัวอกของพวกคุณพ่อเอง ยูสึเกะ” คุณชายสองพยายามปลอบใจให้รู้สึกดีขึ้น
“ทำใจซะเถอะ ว่าแต่เอกสารของใหม่ที่ว่าที่ฉันสองคนต้องดู อย่าบอกนะว่าคือกองนั้น” ยูชิปรายตามองเอกสารสองกองที่วางอยู่ตรงมุมห้อง แล้วก้มลงมองกองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งยังไม่ได้นับถึงหลายๆกองที่ยังไม่ผ่านการตรวจ ไม่อยากท้อนะ แต่ขอถอนหายใจสักเฮือกเพื่อทำใจก่อนจะได้รึเปล่า
“นั่นมันของเคียวชิ ส่วนของนายน่ะกองนั้น ไม่ต้องห่วงฉันช่วยตรวจดูให้ก่อนหมดแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร เหลือแค่พวกนายอ่านทวนอีกครั้งแล้วเซ็นรับรอง บางเรื่องฉันก็เขียนรายละเอียดที่จำเป็นแนบลงไปด้วย ตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน” อากินะชี้ไปยังกองเอกสารที่วางอยู่ตรงมุมห้องอีกมุม ตั้งท่าจับปากกาขึ้นเตรียมจะตรวจเอกสารต่อ
“อากินะ ไม่อยากแส่อะไรหรอกนะ ความจริงฉันก็อยากให้นายอยู่ช่วยงานฉันเหมือนกัน แต่หน้านายโคตรซีดเลยว่ะ นี่ไม่ได้นอนมากี่วันแล้ว ไปนอนเหอะ” ยูสึเกะยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพ่งมองใบหน้าขาวซีดของพี่ชายที่ไหงวันนี้มันดูซี๊ดซีด ซีดได้ซีดดี ซีดจนหน้าเป็นห่วง
“ส่วนเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยที่นายอยากให้ฉันช่วยดู เอาไว้ตื่นแล้วนายค่อยมาฟังผลก็ยังทัน ถึงนั่งรอมันก็ไม่ช่วยให้เสร็จเร็วขึ้นหรอก แล้วอีกอย่างเจ้าบ้านที่ฉันปรึกษาได้ก็ไม่ได้มีแค่นายคนเดียว”
อากิฮะก้มหน้าก้มตาดูจอโน๊ตบุ๊คเอ่ยปากไล่ สมทบทีมด้วยยูชิที่ทำท่าจับคอประกอบ
“แล้วแวะไปบอกคนที่ครัวให้ช่วยยกของว่างมาให้ด้วยนะ ฉันคอแห้งจะแย่”
“ก่อนนอนนายอย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆล่ะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” เคียวชิปิดท้าย แต่ก็ยังไม่วายกำชับส่งท้ายตามประสาของคนเป็นพี่ชายและก็คุณหมอ
“นี่พวกนายอยากให้ฉันอู้ขนาดนั้นเชียว” อากินะหัวเราะเบาๆ ยิ้มบางๆให้กับความหวังดีจากคนรอบข้าง “ได้ แล้วจะแวะไปบอกให้”
คุณชายสามลุกขึ้นแล้วจึงเดินไปที่ประตู หันมามองเหล่าคนบ้างานหนึ่งครั้งก่อนที่จะออกไป
“อย่างมากก็ 1 อาทิตย์” เสียงพูดลอยๆดังขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงปิดบานประตูดังฉับ
“1 อาทิตย์อะไร ยูชิ” คุณชายห้าผู้เป็นน้องหยุดปากกาในมือลง จ้องอย่างรอคำตอบที่ได้มาเป็นเสียงหัวเราะและคำตอบที่กำกวมชั้นที่สอง
“หึ หึ อากินะจะได้มีแรงไปหาเรื่องบอดี้การ์ดคนใหม่ของมันไง” คนยียวนตอบอย่างอารมณ์ดี แล้ววกไปอีกเรื่อง “ท่าทางนายจะได้ออกงานแทนเคียวชิอีกนาน”
ยูสึเกะรู้สึกอยากจะตบหัวพี่ชายงี่เง่าพูดอะไรไม่เคยจริงจังคนนี้สักทีสองขึ้นมาตะหงิดๆ หากไม่ติดว่ายังมีงานกองพะเนินอยู่คงได้ท้าดวลฟาดกันให้หายโมโหไปแล้ว นี่เขาควรจะชินแล้วใช่มั้ยกับคนที่ถามอะไรแล้วชอบทำเป็นเฉไฉ ไม่ก็ตอบไม่ตรงคำถาม ต่างจากตอนคุยเรื่องงานลิบลับ
แต่ยูสึเกะจะรู้ไหมว่ายังมีอีกคนหนึ่งที่เข้าใจยูชิดีเนื่องจากอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด คำพูดสั้นๆที่หลายๆคนตามไม่ทันนั้นความหมายว่า ‘รับรองว่าไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ บอดี้การ์ดคนใหม่ต้องโดนอากินะกลั่นแกล้งจนทนไม่ไหวต้องลาออกไปแน่ๆ ก็ดูมันว่าง่ายเล่นไปนอนเอาแรงมาแกล้งคนขนาดนั้น’ และประโยคสุดท้ายก็คือ ‘ตารางเชิญไปร่วมงานมีมากมายขนาดนั้น อากินะมันไปเองคนเดียวไม่ไหวหรอกถ้าไม่แยกร่างไป ยูสึเกะนายก็เตรียมใจไว้ได้เลยว่าคงอีกนานที่จะได้กลับไปเสวยสุขกับสาวๆในฮาเรมที่โอซาก้า ช่วยไม่ได้ก็ในเมื่อเคียวชิยังออกงานไม่ได้ นายก็ทนทำไปก็แล้วกัน’
สงสัยจริงนี่ถ้าเราไปเล่นเสี่ยงดวงกับสลากกินแบ่งรัฐบาลมันจะถูกเหมือนอย่างนี้บ้างหรือเปล่าน้า
.................................................................................