[BL] Vestige of Tear [ตอนที่1 รอยร้าว]
posted on 20 Sep 2008 20:51 by akisame in novel
Vestige of Tear
บทที่1 รอยร้าว
หนาว......
ความรู้สึกแรกที่คุ้นเคยจู่โจมเข้าสู่ระบบประสาทให้ตื่นตัวจากการหลับใหลขึ้นมาเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตในห้องคุมขังอันมืดมิดเหมือนอย่างเช่นเดิมๆของทุกๆวัน
ไม่อยากหายใจ......
กลิ่นอายความชื้น เหม็นอับ ของซากสัตว์ที่กองตายอยู่ทับถม หยาดฝนที่ไหลผ่านเข้ามาตามตามรอยร้าวของกำแพงหินจนเกิดคราบตะไคร่และขึ้นรา สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำกัดเขตแดน หมดสิ้นอิสรภาพ มีแต่เพียงความมืดมิดเป็นเพื่อนข้างกาย จนลืมไปแล้วว่าสิ่งที่เรียกว่าแสงสว่างนั้นเป็นเช่นไร
แต่เราเองก็น่าจะเคยชินได้แล้วไม่ใช่หรือ?
ขยับไม่ได้......
ความหนาวเย็นตรงเข้าเกาะกุมรุมทำร้ายและกัดกินร่างของเด็กน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบจนแทบไร้ความรู้สึก ด้านชา เจ็บปวดทรมานเจียนตายทุกวินาทีที่ฝืนขยับ เหมือนกับว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของตน....ใช่..อาจไม่ใช่ของเรา..ชีวิตที่ได้มานี้ ไม่ใช่ของเรา
ทรมาน....
เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน มากเกินกว่าที่จิตใจอ่อนแอจะทนแบกรับไหว แม้ว่าส่วนลึกที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจยังคงอดทนอย่างเข้มแข็ง ฝันเห็นถึงอนาคตที่คงทำได้เพียงแต่วาดฝันว่าสักวันหนึ่งได้ออกไปพบกับแสงสว่างภายนอก แต่ทำไมกันนะ น้ำตาถึงได้ไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้ง่ายๆ ทั้งๆที่ตัวเราเองก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าอยู่เลยสักนิด
หรือว่าน้ำตา คือสิ่งเดียวที่จะบรรเทาความทุกข์ได้ในเวลานี้?
ทำไมเราถึงต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้?.....
คำถามที่ไม่อาจสลัดให้หลุดออกไปจากความคิดได้ คำถามเพียงหนึ่งเดียวจากหลายคำถามที่ไม่ว่าจะทบทวนถึงสาเหตุมากเท่าไหร่ ก็ไม่อาจได้มาซึ่งคำตอบ นั่นก็อาจเป็นเพราะผู้ที่จะตอบคำถามข้อนี้ได้นั้น ไม่ใช่ตัวเรา...ชีวิตที่ไม่ใช่ของเราตั่งแต่แรกแล้ว
แล้วเราล่ะเป็นใคร?.....
อีกหนึ่งคำถามที่เฝ้าวนเวียนอยู่ภายในใจ แต่ทว่าคำถามข้อนี้ไม่ใช่คำถามที่ไร้คำตอบ ในเมื่อความจริงที่คอยเฝ้าหลอกหลอนอยู่ทุกครั้งที่ได้สติกลับคืนมาคือคำตอบที่ประจักษ์แก่ใจดีอยู่แล้ว หากว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จิตใจปฏิเสธ จนร่างกายต้องลบให้เลือนออกจากความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่กระนั้นก็ถูกกระตุ้นเตือนให้จำได้ถึงเรื่องราว...แม้ไม่อยากรับรู้ ก็ต้องรับรู้...ทั้งๆที่สติควรวิปลาส ฟั่นเฟือน ก็กลับปกติจดจำได้ดี...แม้แต่ความตายของตัวเอง ก็เลือกให้ตัวเองไม่ได้
เราไม่น่าเกิดมาเลย.....
ร่างเล็กๆของเด็กน้อยยังคงนอนนิ่งไร้การขยับเขยื้อน ปวดหนึบหนักตามข้อมือ ข้อเท้า ทั้งซ้ายและขวาที่ถูกโซ่เหล็กล่ามตรึงติดกำแพงผนังอย่างแน่นหนาไม่ต่างจากนักโทษอุกฉกรรจ์ หากแต่ว่ามีเครื่องหน่วงเหนี่ยวชิ้นพิเศษอีกหนึ่งชิ้น ปลอกคอเหล็กกล้าที่ผูกล่ามรัดรอบคอจนอึดอัด ดูไม่ต่างจากการคุมขังของสัตว์ป่าเสียมากกว่าที่จะเป็นนักโทษ ราวกับว่าโทษทัณฑ์ความผิดของเด็กน้อยผู้นี้นั้นใหญ่หลวงเกินกว่าให้อภัยหรือผ่อนปรน
กับเด็กน้อยเพียงเจ็ดขวบ ถึงกับต้องลงโทษกักขังอย่างทารุณเช่นนี้เชียวหรือ?
จะฝืนไปก็เปล่าประโยชน์ เมื่อไม่มีทางที่จะขัดขืน จึงทำได้แต่นอนรอรับชะตากรรมที่กำลังจะเริ่มอีกครั้งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ทั้งๆที่รู้แก่ใจดี ทว่าจิตใจก็ไม่อาจยอมรับได้โดยง่าย กลิ่นหอมชวนให้มึนเมาเริ่มกำจายแผ่เข้ามาจนคลอบคลุมทั่วทั้งห้อง ขับกล่อมให้สติเริ่มเบาขึ้นจนล่องลอยนำพาเข้าสู่หุบเหวแห่งความทุกข์ทรมานที่รอเปิดรออยู่กับจุดแตกหักผลจากรอยร้าวของครอบครัวที่เกิดขึ้น....
“องค์ราชา ดวงชะตาของเจ้าชายองค์น้อยที่กำลังจะถือกำเนิดนั้น จริงอยู่ที่ข้าเคยทำนายไว้ว่าหากในอนาคตเจ้าชายได้ดำรงตำแหน่งของราชา ก็จะเป็นราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์เคยมีมา”
เสียงเกริ่นเริ่มบทสรุปแห่งการทำนายของนักบวชผู้นำด้านดาราโหราศาสตร์แห่งอาณาจักรเทลฟาเรียล เมืองหลวงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดังกังวานชัดถ้อยชัดคำน่าเชื่อถือตามแบบฉบับของนักทำนาย แต่เมื่อถูกนัยน์ตาทรงอำนาจของนายเหนือหัวเร่งให้เลิกอมพะนำ ด้วยความหวั่นเกรงจึงรีบสาธยายเนื้อความสำคัญต่อมาอย่างฉับไว
“แต่หากเจ้าชายได้ดำรงตำแหน่งของราชาแล้วเมื่อใด ดวงชะตาฟากอำนาจมายาแห่งปิศาจก็จะเข้าครอบงำแปรเปลี่ยนชะตานั้น....” นักทำนายชั้นสูงหยุดเสียง ก่อนที่จะตัดใจข่มเสียงพูดต่อด้วยความลำบากใจ
“เจ้าชายก็จะมีชะตาเป็นทรราช! จะเป็นผู้จุดไฟโลกันตร์เผาผลาญทำลายล้างราชวงศ์เทลฟาเรียลที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลให้สูญสิ้น! โปรดสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด อย่าได้เพิกเฉยเลย พระองค์ มิเช่นนั้นแล้วเผ่าพันธุ์ของเราอาจต้องถึงกาลอวสานก็เป็นได้ ”
ทันทีเมื่อคำทำนายอันเกี่ยวข้องกับบุตรชายคนที่สองของตนจบลง ราชาอาเกรียส เทลฟาเรียล ถึงกับขมวดคิ้ว เกร็งจนมือสั่นอย่างคิดไม่ตกกับคำทำนายอันเป็นภัย โชคดีนักที่ครั้งนี้เขาได้เลือกที่จะร่วมฟังคำทำนายตามราชประเพณีของนักทำนายประจำราชวงศ์กันแต่เพียงเฉพาะบุคคลภายในเท่านั้น จึงไม่ต้องเสียเวลาตามเก็บกวาดความลับที่ควรจะเป็นความลับในภายหลัง
“เป็นความจริงหรือท่านนักบวช?” น้ำเสียงหวานนุ่มนวลสมกับใบหน้าสวยหวานราวดอกไม้ยามผลิบานของมิเนเรียราชินีลำดับที่หนึ่งเอ่ยถามฟังดูร้อนรน นั่นก็คงเป็นเพราะนางเป็นห่วงน้องสาวของนางมากสินะ
นั่นคือความคิดในมุมมองของราชาผู้อ่อนโยนของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็คือผู้นำแสนอบอุ่นของครอบครัว ภาพที่มองเห็นล้วนแล้วมีแต่วามรักใคร่ปรองดองกันแต่เท่านั้น.....
เพราะมองโลกในแง่ดีเกินไปจึงกลายเป็นจุดบอดทำให้มองข้ามไปว่าภายใต้หนังหน้ากากของครอบครัวที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนนี้ ความจริงแล้วซ่อนอะไรเอาไว้อยู่ภายใน
“โธ่...นาเนเซียน้องพี่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าลูกในท้องของเจ้าจะอาภัพเช่นนี้ ช่างน่าสงสารนัก” ราชินีลำดับที่หนึ่งรีบโผกอดเข้าปลอบประโลมราชินีลำดับที่สองผู้เป็นน้องสาวแท้ๆของตนด้วยท่าทีที่แสดงออกให้เห็นว่าห่วงใยทันทีที่นักบวชผู้ทำนายก้มหน้ายอมรับความจริงอย่างจนใจ
ดวงหน้าหวานตรึงใจไม่แพ้ผู้เป็นพี่สบมองใบหน้าของผู้ที่เคยขึ้นชื่อว่ามี่สายเลือดเดียวกันอย่างไม่เชื่อสายตา ใบหน้าที่สวยงามราวอัญมณีเลอค่ากลับดูน่าเกลียดในทันตาเมื่อจิตใจที่เคยใสบริสุทธิ์นั้นมีแต่ความอิจฉาริษยาเข้าครอบงำให้แปดเปื้อน
เพราะเป็นผู้หญิงด้วยกัน จึงดูออกว่าอ้อมกอดที่โอบประโลมอยู่นี้แท้จริงแล้วมอบรู้สึกเช่นใดให้ ต่อให้พวกนางทั้งสองไม่ใช่พี่น้องก็ยังคงมองออกถึงความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ใน นี่นางคิดที่จะกำจัดเสี้ยนหนามที่คอยกัดกินหัวใจให้พ้นทางสินะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ ถึงแม้จะเป็นเรื่องโกหกแต่ในเวลานี้มันก็ได้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้วทันทีที่หลุดออกมาจากนักบวชผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือเป็นยอมรับโดยทั่วกัน เจ็บปวดที่หัวใจ แทบแตกสลาย เมื่อแม้แต่องค์ราชาเองก็ยังดูคล้อยตามไปกับการแสดงฉากนี้
ลูกในท้องของเรา ลูกชายของเรา..กลายเป็นกาลกิณีของแผ่นดินไปเสียแล้ว
ความรู้สึกนึกคิดเชื่อมผ่านคำว่า‘เรา’ เน้นย้ำอารมณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ที่สร้างเครื่องหมายแห่งความรักระหว่างกัน สิ่งสำคัญสิ่งนั้นก็คือ‘ลูก’ แม้เป็นเพียงแค่ความคิดที่เกี่ยวพันอยู่กับปัจจุบัน ยังไม่ได้เตรียมใจถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า น้ำตาหยดใสก็ไหลออกมาจากดวงตาคู่งามอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่จะให้ยอมแพ้ได้อย่างไร ถึงแม้ตัวเองจะต้องเอาตัวเข้าแลกติดกับดักที่วางไว้จนต้องพบกับจุดจบก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของแม่จนถึงที่สุดแล้ว
ทว่าความหวังทั้งมวลที่พยายามค้นหาก็เป็นอันต้องมลายสลายไปเมื่อได้ยินคำพูดเพียงประโยคเดียวที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะหลุดออกมาจากปากของผู้ที่ตนได้ฝากฝังหัวใจไว้ให้
“แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไรล่ะ ท่านนักบวช” ราชาอาเกรียสกล่าวถามถึงทางแก้ในสุด เมื่อสุดปัญญาแล้วที่จะหาทางแก้ไขด้วยตนเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงเลยว่าหากหนทางแก้ที่ออกมาจากปากของนักบวชประจำราชวงศ์ท่ามกลางบุคคลสำคัญที่ร่วมอยู่ฟัง ณ ที่แห่งนี้ หมายถึงชีวิตแล้วล่ะก็ แม้แต่องค์ราชาเองก็ยากนักที่จะปฏิเสธได้ เมื่อภัยพิบัติในครั้งนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของราชวงศ์และเผ่าพันธุ์ ต่อให้ติดปีกบินหนีก็ไม่อาจหนีพ้น!
ในเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้...แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร?!
“ได้โปรดเถิดองค์ราชา ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะมีชะตาเป็นอันตรายต่อแผ่นดินจริง แต่ได้โปรดเห็นแก่ข้า..ราชินีของท่าน โปรดไว้ชีวิตเขา...อย่าได้ทำลายชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์ของเขาเลย...เพราะอย่างน้อยเขาก็คือลูกของเรา ได้โปรดเถิด....”
ราชินีนาเนเซียผู้เป็นมารดาคุกเข่าวิงวอนร้องขอชีวิตของลูกน้อย ขณะพยายามข่มน้ำเสียงสะอื้นให้ออกมาน้อยที่สุดอย่างสุดกำลัง
‘ราชินีผู้งดงามกำลังร่ำไห้ให้กับโชคชะตาอันโหดร้าย’
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็ต้องรู้สึกซาบซึ้งในความรักอันยิ่งใหญ่ที่ผู้เป็นแม่จะทำเพื่อลูกได้ หากในเวลานี้มีใครกล้าพอที่จะปฏิเสธความรักของนาง บุคคลผู้นั้นก็คงไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ไร้ซึ่งความเมตตา ไม่คู่ควรที่จะเป็นมนุษย์อีกต่อไป!
“ลุกขึ้นเถิด นาเนเซีย อย่างไรก็ตามเด็กที่กำลังจะเกิดลืมตาขึ้นมานี้ก็มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าชายเป็นลูกชายอีกคนของข้า และยิ่งข้าได้มอบตำแหน่งรัชทายาทให้แล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถพรากชีวิตลูกของเราไปได้” ราชาอาเกรียสรีบตรงเข้าประคองร่างบอบบางของราชินีผู้เป็นที่รักยิ่งให้ลุกขึ้นทันทีด้วยเกรงว่าอาจจะกระทบกระเทือนถึงครรภ์อ่อนๆที่ต้องการความระมัดระวังสูง การแสดงออกที่เป็นเหมือนมีดกรีดหัวใจของราชินีผู้เป็นที่รักยิ่งของตนอีกคนให้ลึกมากขึ้นกว่าเดิม
“พระองค์ แม้โทษตายอาจละเว้นได้ แต่โทษเป็นนั้นก็ยังอยู่ หากเจ้าชายยังคงได้รับสิทธิครบถ้วนตามฐานันดรแต่เดิมก็อาจจะสร้างปัญหาได้ในภายหลัง”
แม่ทัพแห่งกองทัพที่สองก้าวออกมาจากแถวกล่าวเตือนเป็นนัยให้รับรู้ถึงความเป็นจริง เสริมด้วยนักทำนายแห่งอาณาจักร
“ตามกฎแห่งอาณาจักรแล้ว เจ้าชายจำต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งรัชทายาทก่อนเป็นอันดับแรก และหากยังได้รับฐานันดรดำรงเป็น‘เจ้าชายองค์ที่สอง’ก็จำเป็นที่จะต้องส่งเจ้าชายเข้าสู่คุกขัตติยะทันทีที่ถือกำเนิด....”
“ไม่! ท่านจะยอมให้เราปล่อยลูกของเราที่ยังเป็นเพียงทารกเข้าสู่คุกหลวงอย่างนั้นหรือ?!” ราชินีนาเนเซียร้องครวญตัดบทอย่างน่าเวทนา
นี่หรือคือหนึ่งในทางเลือกที่เหลืออยู่?
หากให้ลองเทียบกันแล้วการที่จะสู่ลูกผู้เป็นที่รักดั่งดวงใจไปสู่หุบเหวก็คงไม่ต่างจากการสู่ลูกเข้าสู่แดนประหารเท่าไหร่นัก
“ไม่ทางอื่นเลือกแล้วงั้นหรือ?” ราชินีมิเนเรียกล่าวถามด้วยรอยยิ้มประดับบางๆอย่างเยือกเย็นต่อนักบวชผู้ที่ในเวลานี้ก็เปรียบเสมือนกับกุญแจที่จะไขบานประตูไปสู่อนาคตที่แตกต่างกันไปตามแต่ว่าลูกกุญแจที่จะหยิบยื่นให้นั้นว่าจะเป็นดอกใด ซึ่งมันก็จะเป็นดอกอื่นดอกใดไปไม่ได้นอกเสียจากลูกกุญแจดอกที่สองอันเป็นแผนสำรองหากเมื่อแผนคร่าชีวิตนั้นล้มเหลว
......ถือว่าอภัยให้ข้าก็แล้วกันน้องรัก ข้าเองก็จะอภัยให้เจ้าที่เจ้าเข้ามาทำลายครอบครัวของข้า แย่งคนรักของข้าไปยังไม่พอ แต่นี่ลูกของเจ้าถึงกับแย่งทุกอย่างไปจากลูกของข้า ทั้งๆลูกของข้าต่างหากล่ะที่มีสิทธิ ไม่ใช้ลูกของคนที่มาทีหลังอย่างเจ้า! หากเจ้าจะโทษข้า เจ้าก็ต้องไปโทษความรักของท่านพี่...ที่ลำเอียง พอมีเจ้าก็ลืมข้า พอมีลูกของเจ้า ลูกของข้าก็หมดความหมาย...ลูกมิคานารย์ของข้า.....
ยิ่งรักมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเคียดแค้นมากเท่านั้น
ใครเล่าจะมาเข้าใจความรู้สึกของภรรยาผู้ถูกสามีของตนเองลืมเลือนได้ ความรู้สึกเจ็บใจ น้อยใจ และเสียใจ ยิ่งทุกข์ทรมานเมื่อเกี่ยวพันถึงผู้เป็นลูก
เคยได้ยินบ้างไหมว่าความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่
ก็คงไม่มีเหตุผลใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่จะทำทุกอย่างเพื่อปูทางแห่งอนาคตให้กับลูกของตน
เมื่อความรักของเราถูกหักหลัง ลูกคือสิ่งสำคัญสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่
ข้าไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทรยศความรักที่มีต่อท่าน แต่เป็นท่านต่างหากที่ทรยศความรักของเรา!
“ทูลองค์ราชา ทางเลือกนั้นยังคงเหลืออีกหนึ่งทาง ซึ่งนั่นก็คือเจ้าชายจำเป็นต้องถูกปลดฐานันดรออกเป็นสามัญชน และจำต้องถูกเนรเทศ...” นักบวชแห่งโหราศาสตร์ตกลงใจเลือกในที่สุด แต่ก็ยังคงชั่งใจ แล้วเลือกที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องบ้าง “ไปยังหมู่บ้านนักโทษที่ตั้งอยู่สุดขอบดินแดนของเผ่าพันธุ์ และจำเป็นที่จะต้องออกเดินทางก่อนอาทิตย์ตกดินของวันนี้ ดวงชะตาของราชวงศ์จึงจะแคล้วคลาดพ้นภัย”
หมู่บ้านนักโทษ คือแหล่งศูนย์รวมที่คุมขังนักโทษที่ถูกลงโทษด้วยการเนรเทศ หรือนักโทษที่พ้นโทษแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาติดกับชายแดนของเผ่าปิศาจ เสมือนดั่งเป็นเครื่องหมายให้รับรู้ถึงความรังเกียจ และไม่ต้องการ
ปกติตามโทษทัณฑ์ร้ายแรงดังเช่นในกรณีนี้ก็เห็นจะมีแต่หนีความตายไปไม่พ้น แต่เนื่องจากตัวเขาเองนั้นก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูระหว่างโทษทัณฑ์กับสถานที่เนรเทศที่ไม่ใช่แดนปิศาจตามแผนที่วางไว้แล้วล่ะก็สถานที่แห่งนี้จึงดูเหมาะสมที่สุดกับความเชื่อในด้านความป่าเถื่อน แต่อย่างน้อยก็ยังคงมีจริงใจมากกว่าในราชวังแห่งนี้ และเพื่อความไม่ประมาทยิ่งรีบพาออกไปให้ไกลจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
.....นี่เจ้ากล้าหักหลังข้างั้นหรือเจ้านักบวชน่าโง่ ข้าบอกว่าให้ส่งไปยังแดนปิศาจไม่ใช่หรือไงกัน..... “ไกลถึงหมู่บ้านนักโทษเชียวหรือ? ที่ท่านกล่าวว่าจำเป็นต้องเดินทางภายในเย็นวันนี้นั่นก็หมายความว่าน้องนาเนเซียก็จำเป็นจะต้องไปน่ะสิ แต่ว่าราชินีลำดับสองแห่งอาณาจักรจะไปอยู่ในสถานที่แบบนั้น มันจะเป็นไปได้หรือ?”
ราชินีมิเนเรียปิดงำถึงความในใจอย่างเคียดแค้นก่อนที่จะแสร้งแสดงความเห็นอกเห็นใจ ขณะเค้นค้นความคิดหาหนทางที่จะใหม่ที่จะกำจัดหนามยอกอกให้หมดสิ้นไป และก็เร็วดังใจหวัง แผนการใหม่ที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเมื่อสุดท้ายราชินีที่แท้จริงจะเหลือนางเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
เมื่ออีกฝ่ายหมดซึ่งอำนาจต้องต่อกรกับฝ่ายเราที่มีอำนาจสูงสุดมีหรือที่ฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้?
ทั้งที่เห็นแก่ความเป็นพี่เป็นน้องจึงหวังดีที่จะไว้ชีวิตของผู้เป็นน้องสาวให้อยู่อย่างคลุ้มคลั่งเจียนตายเมื่อต้องทนมองลูกชายถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ไม่ก็ถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวงไม่มีโอกาสที่จะได้กลับออกมาอีก หรือต้องทนมองทารกน้อยที่ถูกส่งเข้าสู่แดนปิศาจไปเป็นอาหารให้พวกมัน!
“ถ้าเช่นนี้น้องหญิงมิต้องกลายเป็นสามัญชนหรือคะ แล้วยิ่งเคยอาศัยอยู่ในสถานที่แบบนั้นแล้วล่ะก็ ข้าเกรงว่าหากรู้ถึงหูของประชาชน.....”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่หญิง เพียงแค่ได้อยู่กับลูก น้องก็พอใจแล้ว” ผู้เป็นน้องสาวตัดบทอย่างรู้ทัน เพราะรู้ดีว่าหากลองก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว หนทางที่จะกลับเข้ามานั้นก็จะไม่มีอีกต่อไป
บทสรุปของการช่วงชิงความรักก็จบลงด้วยการจากไปของน้องสาว ผู้ที่แม้แต่ตนเองก็ไม่เตยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกลียดชังได้มากถึงขนาดนี้
......ลาขาดล่ะนะ นาเนเซีย ข้าจะถือเสียว่าเราไม่เคยเป็นพี่น้องกัน.....
บทเรียนแสนสำคัญที่ตนได้รับการสั่งสอนจากพี่สาว บทเรียนบทสุดท้ายที่สอนให้รู้ว่า
‘เพียงเพื่อความรักและอำนาจแล้ว จงอย่าได้ไว้ใจใครนอกจากตนเอง มิเช่นนั้นแล้วฝ่ายที่ถูกหักหลังก็จะเป็นเหมือนเราดั่งเช่นในตอนนี้’
......ลูกแม่ เมื่อเจ้ามีแม่อยู่ตรงนี้ เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใดอีกต่อไป.....
......แม่จะปกป้องเจ้าเอง ลูกของแม่....
....ลูกวาเอล....
ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของเราอย่างนั้นเหรอ?......
ถ้าอย่างนั้น.....
‘วาเอล’ก็คือชื่อของเราสินะ
.............................................