[SF] จุดจบของการเริ่มต้น

posted on 20 Sep 2008 17:47 by akisame  in novel

จุดจบของการเริ่มต้น

 

ปวดเหลือเกิน.....

                ร่างกายผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเนื่องด้วยความอดอยากของเด็กชายค่อยๆคลานตะเกียดตะกายไปตามเส้นทางที่ทอดยาวเพื่อกลับสู่ 'บ้าน' นึกภาวนาอยู่ในใจ เฝ้าอธิษฐานขอให้สถานที่แห่งนั้นที่ๆมีครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ปลอดภัย แสงอาทิตย์แรงกล้าฉายฉานแผดเผา ไอร้อนจากพื้นดินแห้งกรังลอยขึ้นปะทะใบหน้ายิ่งทำให้อ่อนล้าชวนให้สิ้นสติ หากแต่ความร้อนที่ไม่แตกต่างจากเหล็กนาบไฟของผิวดินกลับกระตุ้นเตือนให้เด็กชายจำต้องอดกลั้นพยายามดิ้นรนต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่มุ่งหวัง ผิวเนื้อที่แนบสัมผัสกับพื้นดินพองแดงเจ็บแสบไปทั่งร่าง

                เราจะทนได้นานอีกแค่ไหนกัน?

 

สิ้นหวัง.....

                ดวงตาแห้งผากร้อนผ่าว ยิ่งเข้าใกล้ถึงจุดหมายมากเท่าไหร่กลับยิ่งรู้สึกเหมือนไกลออกไปมากขึ้นเท่านั้น ใช่แน่หรือ ที่นี่คือบ้านของเราจริงๆหรือว่าโกหก? เหมือนหัวใจพร้อมทั้งความหวังสุดท้ายแห่งการมีชีวิตอยู่ถูกกระชากวูบลงสู่ห้วงเหว สถาปัตยกรรมงดงามความภาคภูมิใจที่สืบทอดรักษากันมาตั้งแต่ครั้นอดีต ไม่มีอีกแล้ว....

                เมืองที่เคยมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินขวักไขว่อยู่คลาคล่ำ แต่มาบัดนี้กลับตาลปัตร บ้านเรือนหลังใหญ่น้อยที่เคยตั้งเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว ร้านรวงที่คุ้นเคยและบ้านของเรา....จะให้พูดได้อย่างไร...จะให้เราเรียกซากปรักหักพังเหล่านี้ว่าบ้านได้อย่างไรกัน..กับบ้านที่ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นเพียงเศษฝุ่น!

                นี่น่ะหรือเมืองที่เคยได้รับการยกย่องว่า 'แดนสวรรค์' สมญาณนามที่มาตอนนี้มองไม่ออกเลยว่าจะยืดอกแสดงความภาคภูมิได้อย่างไร!?

 

เจ็บที่หัวใจ.....

.....โศกเศร้าเสียใจอย่างงั้นหรือ ผิดแล้ว ข้าต่างหากเล่าที่เป็นฝ่ายเจ็บปวด......

 

                อดีตหอคอยสูงเสียดฟ้าที่เคยตั้งตระหง่านอยู่กลางใจเมืองอันเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติสุขเหลือแต่เพียงเศษซากของรากฐานให้รำลึก ใบหน้าอิดโรยอ่อนล้าแหงนขึ้นมองไล่สายตาขึ้นไปช้าๆ หัวใจบีบรัดรุนแรง เมื่อภาพของความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาซ้อนทับกับภาพของความเป็นจริง หอคอยสูงสีขาวสะอาด ระฆังสีทองใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดตีบอกเวลาด้วยเสียงดังกังวานเป็นท่วงทำนองของบทเพลงอันแสนสุข เสียงหัวเราะพูดคุยของผู้คนเป็นอันต้องหยุดชะงักลงชั่วครู่เพื่อดื่มด่ำกับช่วงเวลาอันแสนพิเศษ ดวงตาไหวระริก หลับตาลงข่มกลั้นความปวดร้าวของจิตใจกับสิ่งที่เป็นได้เพียงแค่อดีตที่ไม่มีทางเป็นจริง เมื่อเหลือตัวเราอยู่เพียงคนเดียว..เพราะทุกๆคนได้ตายหมดแล้ว........

 

ทรมาน......

......คิดว่าข้าเองก็ไม่ทรมานหรืออย่างไรกัน ความทรมานที่มากกว่าพวกเจ้าเป็นร้อยเป็นพันเท่า......

 

                ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงต้องมาเห็นภาพแบบนี้ ปวดปลาบทุกข์ระทมกับความเป็นจริงที่โหดร้าย ที่เราพยายามมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะเราอยากกลับมายังที่แห่งนี้มิใช่หรือ เราหวังที่จะได้กลับมาพบกับคนที่เรารักอีกครั้ง......

                เด็กน้อยพยายามยันกายขึ้นนั่ง หลังบางเอนพิงกำแพงเพื่อช่วยพยุงตัวอีกแรง สองมือวางทอดลงข้างกายอย่างอ่อนแรงก่อนจะเกร็งกำแน่นจนเล็บยาวจิกลงไปในเนื้อหนังเรียกเลือดซึม ม่านตาหรี่ลงเป็นจังหวะสอดประสานไปกับคลื่นแห่งความปวดร้าวที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ระบายออกถึงความเจ็บปวดด้วยการกัดฟันแน่นจนสุดแรง

                สูญเสียทุกสิ่ง สูญสิ้นทุกอย่าง แม้แต่น้ำตาที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ในตอนนี้ก็ยังไม่มีเลย......

 

อยากถูกปลดปล่อย......

......ข้าเองก็อยากถูกปลดปล่อย ข้าเองก็ทนทุกข์ทรมานต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน......

 

                ดวงตาฉายแววโศกเศร้ากวาดมองไปรอบๆเพื่อจดจำ 'บ้าน' ที่เขารักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะต้องจากลา แต่ยังไม่ทันที่เปลือกตาบางจะปิดลง สายตาก็สะดุดเข้ากับสิ่งที่ทำให้หัวใจต้องเต้นกระตุกอย่างรุนแรง คราบตะไคร่แห้งกังติดอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่ตั้งอยู่ในระดับสายตาเบื้องหน้า หลักฐานที่แสดงชัดว่าสถานที่แห่งนี้นั้นก็ประสบกับมหันตภัยแบบเดียวกัน

                เป็นเพราะสงครามงั้นหรือ?

                คงจะดีกว่านี้ถ้าใช่ เพราะอย่างน้อยก็คงไม่ต้องสูญเสียและจบลงด้วยความพินาศเหมือนฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด ธรรมชาติกำลังลงโทษเรา ฤดูกาลผันผวนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนปรับตัวตามไม่ทัน ตามติดด้วยภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด จากดินแดนที่เคยอุดมสมบูรณ์แปรสภาพเป็นดินแดนที่มีแต่เพียงความแร้นแค้นในชั่วพริบตา ต้นน้ำแห้งขอดไม่ต่างจากทะเลทรายในขณะที่หลายพื้นที่กลับถูกห้วงสมุทรทวงอาณาเขตคืนด้วยคลื่นยักษ์ กลางคืนยาวนานและเหน็บหนาวยิ่งเสียกว่าน้ำแข็ง หากแต่กลางวันกลับร้อนระอุยิ่งกว่าเตาไฟ

 

โลกใบนี้...มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

......ไม่ยุติธรรม เพราะเหตุใดข้าถึงต้องทนแบกรับผลกรรมที่ข้าไม่ได้เป็นผู้ก่อ เจ้าว่าธรรมชาติลงโทษพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ เปล่าเลย ไม่ใช่ธรรมชาติ สิ่งที่กำลังลงโทษพวกเจ้าอยู่นั้นคือผลของการกระทำของพวกเจ้าเองต่างหากเล่า สาสมดีแล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่อพวกเจ้าเป็นฝ่ายทำลายธรรมชาติ พวกเจ้าเองก็ต้องถูกธรรมชาติทำลายเช่นกัน!......

 

นั่นเสียงใคร?

 

......มนุษย์อย่างพวกเจ้าต่างหากเล่าคือภัยพิบัติที่ทำลายข้า ไม่ใช่ธรรมชาติแต่อย่างใด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพวกเจ้าหักหลังความรักที่ข้ามีให้....แล้วข้าจะต้องทนทรมานเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไรกัน นานเท่าไรความเจ็บปวดเหล่านี้จึงจะจางหายไป ข้าจะต้องหลับไปอีกนานเท่าไหร่ อีกหมื่นปีหรือนานนับชั่วกัลป์ ทั้งๆที่ข้าเองก็ไม่อยากจะจากไปเลย......

 

ใครพูด? นั่นเสียงใคร!?

 

                แว่วเสียงสำเนียงที่ไม่คุ้นหู น้ำเสียงแผ่วเบาเจือความเศร้าเอ่ยถ้อยคำตัดพ้อกล่าวโทษ แต่กลับฟังระรื่นหู แม้เนื้อหาจะเต็มไปด้วยความแค้นที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

                ร่างกายของเด็กน้อยเริ่มเบาขึ้นเรื่อยๆพร้อมกับความเจ็บปวดที่ค่อยๆทุเลาลงจวบจนหายสนิท แสงสว่างอ่อนจางรออยู่ที่ปลายทางเบื้องหน้า หมายความว่าอย่างไรกัน นี่เราตายแล้วอย่างนั้นหรือ...?

                ดวงวิญญาณที่หลุดออกจากร่างถูกดึงกลับไปยังต้นกำเนิด สถานที่ๆมีแต่เพียงความมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใดนอกเสียจากแสงสว่างของทางออกที่รอให้เขาเดินออกไป เด็กชายมองสลับไปมาระหว่างทางออกสองทางที่อยู่ในทิศตรงกันข้ามด้วยความลังเลใจ

                เราจะเดินไปทางไหนดี ทางออกที่มีแสงสว่างสดใสรอเราอยู่ หรือว่าทางออกที่มองเห็นเพียงแสงอันริบหรี่นั่นกันนะ แต่ว่าเสียงที่ฟังดูเศร้านั่นมาจากทางๆนั้น ถึงจะดูน่ากลัวก็จริงแต่บางทีอาจจะมีคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเราอยู่ก็เป็นได้ อย่างน้อยการได้สมาชิกมาร่วมอยู่เคียงข้างก็ดีกว่าการที่ต้องเดินต่อไปเพียงลำพังอย่างเช่นตอนนี้ไม่ใช่หรือ?

                ทันทีที่ตัดสินใจ ขาทั้งสองข้างก็ออกวิ่งไป ถึงแม้จะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย แต่หัวใจที่กล้าแกร่งก็เชื่อมั่นว่าคงจะไม่มีอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่เขาเคยผ่านพ้นมาอีกแล้ว ไม่ว่าระยะทางจะยาวไกลแค่ไหน เราก็จะวิ่งต่อไปจนกว่าจะถึงปลายทาง ขอเพียงให้เราช่วยคนๆนั้นได้ ตัวเราก็จะไม่ปรารถนาในสิ่งใดอีก

 

ไม่คิดมาก่อนเลยว่าถ้อยคำที่ปฏิญาณอยู่ภายในใจนั้นจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามตัวเราเอาไว้ชั่วนิรันดร์

 

                สุดปลายทางที่รออยู่นั้นไม่ได้มืดมนอย่างที่คิด ดวงตาทอดมองอย่างตื่นตากับท้องฟ้าที่ไล่สีสันหลากหลายดูกลมกลืนงดงามราวกับถูกบรรจงวาด  เปลือกตาบางกระพริบถี่รัวเพื่อปรับสภาพกับให้เข้าแสงสว่าง ดอกไม้แก้วผลึกหลายสีกระจายอยู่บนทุ่งหญ้าที่ทอดยาวจนสุดตา เสียงกระดิ่งแก้วดังกังวานแว่วเสียงมาแต่ไกลจึงอดที่จะหันมองหาต้นเสียงของมันไม่ได้

 

......ข้าทนไม่ไหวแล้ว ปล่อยให้ดวงจิตของข้าแตกสลายไปเสียเลยยังจะดีกว่า......

 

                เสียงของบุคคลที่เด็กชายกำลังตามหาลอยมาจากทิศเดียวกันกับเสียงกระดิ่งเหล่านั้น เมื่อลองคาดเดาไปว่าถ้าหากเขาเดินไปตามเสียงกระดิ่งก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ว่าเขาจะมีโอกาสได้เจอกับเจ้าของเสียงปริศนาเพียงเท่านั้นจิตใจร้อนรุ่มขึ้นมาทันตา ความมุ่นมั่นฉายชัดขึ้นมาในดวงตาอีกครั้งพร้อมกับการก้าวตรงไป สายลมอ่อนๆไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศให้รื่นรมย์จนเด็กชายอดคิดถึงบ้านเกิดที่มีบรรยากาศคล้ายคลึงกันไม่ได้ แต่ยังช่วยพัดพาความหวาดหวั่นที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจให้หลุดลอยตามไป ไม่นานนักสายตาก็พานพบเข้ากับคำตอบของคำถาม

 

                ต้นไม้แก้วผลึกโปร่งใสสะท้องแสงหลายสีเรืองรองต้องตา ลำต้นใหญ่หนาแผ่กิ่งก้านขยายกว้างดุจดั่งจะครอบครองกึ่งหนึ่งของผืนฟ้า ใบไม้แก้วหลากสีงดงามราวกับอัญมณีล้ำค่ากระทบกันเบาๆเกิดเป็นเสียงกระดิ่งเสนาะหู ดอกไม้แก้วสีเงินหกกลีบเบ่งบานประดับต้นยิ่งชวนให้หลงใหล สวยงามแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงพลังกดดันที่มีเกินกว่าวิญญาณเร่รอนอย่างเขาจะทานทน แม้อยากลองสัมผัส แต่ขาทั้งสองข้างก็กลับก้าวไม่ออกเสียแล้ว

               

                ที่นี่มันไหนกัน เป็นสวรรค์อย่างนั้นหรือ?

               

                เด็กน้อยหันซ้ายขวาพยายามค้นหาเจ้าของเสียง หัวคิ้วยกขมวดมุ่นเมื่อไม่ว่าจะหันมองไปไหนก็ไม่เห็นแม้แต่วี่แววนอกจากทิวทัศน์ของทุ่งดอกไม้ที่กว้างขวางสุดตากับต้นไม้แปลกประหลาดที่เขาไม่กล้าแม้แต่เฉียดเข้าใกล้ 

                แล้วเสียงปริศนานั้นมาจากที่ไหนกัน ถ้าไม่ใช่ที่แห่งนี้แล้วจะเป็นที่ไหน หรือว่าเป็นเสียงของต้นไม้ต้นนี้ บางทีถ้าที่นี่เป็นสวรรค์จริงๆ การที่ต้นไม้จะพูดได้ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าที่นี่เป็นสวรรค์จริงล่ะก็แล้วคนอื่นๆล่ะ ทำไมถึงไม่มีใครเลย เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีใครอยู่ นอกเสียจากว่าที่นี่จะเป็นที่อื่น

               

......ข้าเจ็บเหลือเกิน......             

 

                เสียงนุ่มกังวานน้ำเสียงเดิมที่คุ้นหูทำให้เด็กชายต้องรีบหันกลับไปยังต้นเสียงนั้นในทันที แต่ภาพที่รอเขาอยู่ในเบื้องหน้าก็ยังคงเป็นต้นไม้ใหญ่ต้นเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แววผิดหวังฉายชัดขึ้นในดวงตา ทั้งที่รู้สึกเหมือนกับได้ยินเสียงนั้นกระซิบอยู่ข้างๆหูแต่กลับมองไม่เห็นราวกับถูกบังเอาไว้ ใบไม้แก้วถูกสายลมพัดกระทบกันจนเกิดเป็นท่วงทำนองบรรเลงบทเพลงเศร้า รู้สึกกลัวขึ้นมาจับจิต ความรู้สึกของผู้ที่กำลังจะสูญเสีย.....

                ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนั้น ทำไมน้ำตาถึงได้ไหลออกมาเอง เราเองก็ไม่เหลืออะไรที่จะต้องเสียอีกแล้วไม่ใช่หรือ?

 

                เด็กน้อยยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างลวกๆ ถึงแม้ว่าน้ำตาจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแต่ทว่าในตอนนี้เขาไม่มีเวลาที่จะเสียให้กับน้ำตาอีกต่อไป ถ้าไม่รีบบางทีทุกอย่างอาจจะสายเกินแก้ เขาคงทนไม่ได้หากจะต้องสูญเสียอีกครั้ง สองมือยกขึ้นตบใบหน้าของตนเบาๆเพื่อเรียกกำลังใจให้หัวใจที่อ่อนแอลุกขึ้นสู้ เราจะต้องเข้มแข็ง เพราะอย่างน้อยมันก็อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำได้ เจ้าของเสียงนั้นจะต้องอยู่ที่ต้นไม้ต้นนั้นอย่างแน่นอน บางทีอาจจะถูกขังอยู่ภายในต้นไม้ก็เป็นไปได้ เขาจะต้องช่วยคนๆนั้นออกมา ต้องช่วยให้พ้นจากความทรมาน เราต้องทำให้ได้

 

                ทำไมถึงต้องช่วย? นั่นสินะ ทำไมกัน 

 

                การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่มาพร้อมกับความเชื่อมั่นส่งผลให้เด็กชายเลิกที่จะเกรงกลัวกับสิ่งที่มองไม่เห็น เอาชนะสัญชาตญาณที่ร้องเตือนถึงอันตราย แล้วออกเดินไปข้างหน้าด้วยความเด็ดเดี่ยว รอยยิ้มบางประดับบนใบหน้าราวยินดี ถึงแม้ว่ามือและขาทั้งสองข้างจะสั่น ปวดหนึบจุกแน่นที่หน้าอกจนแทบจะขาดใจ แต่เขาไม่มีทางที่จะถอยอีกแล้ว.....อีกแค่เพียงสิบก้าวเท่านั้น

 

......เจ้าเด็กน้อย เจ้าเข้ามาที่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน......

                เสียงของใครกัน น้ำเสียงทุ้มระรื่นหู น้ำเสียงเดียวกันกับที่เคยได้ยิน แต่กลับรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง อบอุ่น อบอุ่นเหลือเกิน.....

 

......มาสิ ไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าจะพาเจ้าไปเอง......

                มือบางวางประทับลงบนลำต้นโดยไม่ลังเลทันทีที่ก้าวมาถึง สัมผัสได้ถึงกระแสพลังอุ่นไหลเวียนมาสัมผัสที่ปลายฝ่ามือ เคลิบเคลิ้มไปกับน้ำเสียงนุ่มราวต้องมนต์สะกด ดอกไม้บอบบางสีเงินหลุดร่วงออกจากต้นลอยลงมาสัมผัสกับศีรษะเล็กอย่างแผ่วเบา กลีบดอกทั้งหกแตกสลายเป็นละอองแสงวาดเป็นวงเวทขนาดใหญ่ คาถาที่เป็นดั่งกุญแจเพื่อเข้าสู่อีกห้วงมิติ แสงสว่างกลบกลืนไปทั่วร่างของเด็กชาย ทันทีที่หัวสมองขาวโพลนร่างทั้งร่างก็ถูกดึงเข้าไปในลำต้น สู่ประตูมิติที่มีต้นไม้แห่งดวงดาวเป็นทางเชื่อมต่อ

 

......ยินดีต้องรับ สู่ดินแดนของพวกข้า......

               

                เด็กชายค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะกวาดมองสำรวจไปรอบๆ ทุ่งหญ้าโล่งกว้างสีเขียวขจีตัดกับท้องฟ้าสดใสสีคราม ดอกหญ้าสีขาวขึ้นอยู่ริมโขดหินเอนลู่ไปตามสายลมอ่อนๆที่พาพัด รู้สึกผ่อนคลาย อิ่มเอมจนไปถึงหัวใจ และที่ก้อนหินก้อนใหญ่นั้นเองเด็กชายก็ได้พบกับผู้ที่เขาตามหา

 

                ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์นอนทอดกายบนก้อนหินใหญ่ กลุ่มเส้นผมสีเงินยวงแผ่กระจายเต็มพื้นที่ ดวงหน้างดงามซีดเซียว กัดริมฝีปากที่แห้งผาดจนแทบฉีกขาด คิ้วเรียวขมวดแน่น นิ้วเรียวบางขูดลงบนก้อนหินเพื่อระบายความเจ็บปวด และหยุดลงเมื่อถูกประคองไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของผู้ที่มาเฝ้าอาการ ริมฝีปากบางระบายรอยยิ้มอ่อนโยน ความรู้สึกห่วงใยแสดงผ่านทางดวงหน้าที่คล้ายคลึงกันไม่ผิดเพี้ยนโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเป็นสื่อกลาง

 

                ฝาแฝดอย่างนั้นหรือ คนพวกนี้เป็นใครกัน?

 

                "ถ้าไม่มีพวกมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวเหล่านั้น ข้าก็คงไม่ต้องมีสภาพน่าอนาถเช่นนี้ ข้าจะต้องแตกดับจริงๆอย่างนั้นหรือ....โครนอส"

 

                ผู้ที่ใกล้จะสิ้นลมเอ่ยด้วยน้ำเสียงชวนฟังต่างจากเนื้อหา ไม่ผิดแน่ คนๆนี้ก็คือเจ้าของเสียงที่เขาได้ยินตั้งแต่ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เด็กชายเดินเข้าไปยืนสำรวจร่างที่นอนนิ่งอย่างใกล้ชิด หยาดน้ำใสรื้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว คนๆนี้กำลังจะตาย...ตายอย่างทรมานเหมือนกันกับเขา

 

                "มีเกิดก็ต้องมีดับเป็นธรรมดา มันคือวัฏจักรที่แม้แต่พวกเราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทุกสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่มีอายุขัย จะมากหรือน้อยมีเพียงแต่ชะตาเท่านั้นที่ลิขิตได้"

 

                ผู้ที่ถูกเรียกชื่อว่า 'โครนอส' กล่าวปลอบอ่อนโยน น้ำเสียงแฝงไปด้วยความอบอุ่นที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกได้ ท่านเองสินะที่พาข้ามายังสถานที่แห่งนี้ เด็กชายโค้งศีรษะขอบคุณให้กับโครนอสน้อยๆ น้ำตาเริ่มหยุดไหลเมื่อความกังวลคลายลง แต่ไม่ทันไรบรรยากาศผ่อนคลายก็ถูกทำลายด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบที่ตอบขึ้น

 

                ดวงหน้างามของอีกฝ่ายยิ้มเยาะ เอ่ยประชดอย่างสุดทน "และชะตาก็ลิขิตให้ข้าต้องแตกสลายไปอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้น่ะหรือ? สาเหตุที่ข้าต้องทนรับความเจ็บปวดก็เป็นเพราะมนุษย์เหล่านั้น ท่านจะบอกว่าเป็นเพราะข้าเลือกพลาดใช่หรือไม่ หากข้าไม่เลือกมนุษย์ให้มีชีวิตดำรงอยู่ ข้าก็จะไม่พบกับจุดจบเช่นนี้?"

               

                ไม่เข้าใจ มนุษย์อย่างพวกข้าทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ ท่านพูดเหมือนกับว่าพวกข้าคือสาเหตุที่ทำให้ท่านต้องตาย?

 

                "ดวงดาวทุกดวงไม่ว่าจะมีสรรพสิ่งอาศัยอยู่บนดาวดวงนั้นหรือไม่ย่อมมีพลังวิญญาณอันกล้าแกร่งมิเช่นนั้นดวงดาวก็ไม่อาจถือกำเนิดขึ้นมาได้ และพลังวิญญาณนั้นเองก็หลอมรวมเป็น 'ร่างจิต' อย่างเช่นเจ้ากับข้าขึ้นมา" โครนอสยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าเย็นเฉียบของอีกฝ่ายเพื่อถ่ายถอดไออุ่น ดวงตาสีตาทองเช่นเดียวกันสบมองตรงๆ สะกดให้จิตแห่งดวงดาวฝาแฝดคู่กับเขาใช้สติและรับฟังด้วยเหตุผล

                "อีกนัยหนึ่ง'ร่างจิต' ก็คือจิตแห่งดวงดาวที่มีพร้อมซึ่งชีวิต ความรู้สึกนึกคิด และจิตใจ ถึงแม้ว่าพวกเราจะมีหน้าที่คุ้มครองและรักษาดวงดาวที่เปรียบเสมือนร่างกายและชีวิตของตนเองให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน แต่มันก็เหมือนกับการเฝ้าดูอยู่ห่างๆเสียมากกว่า เมื่อพวกเราไม่มีอำนาจในการแก้ไขจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ อำนาจเพียงอย่างเดียวที่จิตแห่งดาวมีนั้นก็คือ 'การสร้าง' มิใช่ 'การทำลาย' ในตอนนั้นจิตของเจ้าบอกเจ้าว่าเช่นไรเล่า บอกให้เลือกที่จะสร้างมนุษย์ให้อยู่เคียงคู่กับเจ้าตราบจนหมดอายุขัยของเจ้าไม่ใช่หรือ โทรอส"   

                               

                ถ้าอย่างนั้นจิตของดวงดาวที่ข้าเคยอาศัยอยู่ก็คือท่าน  ใช่หรือไม่ ท่านโทรอส?

 

                "จริงอยู่ที่จิตของข้าเลือกที่จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาเอง แต่มาถึงตอนนี้ข้าก็อดเสียใจย้อนหลังไม่ได้ว่าเหตุใดในตอนนั้นข้าจึงไม่เลือกสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์" จิตแห่งดาว 'โทรอส' ตอบตามความคิด ดวงตาฉายชัดถึงความผิดหวังในความผิดพลาดที่นำมาสู่หายนะ

               

                ถูกต้องทุกอย่างตามที่โครนอสกล่าวมา พวกเราทำได้แค่เฝ้าดูถึงความเป็นไป มองดูวัฏจักรชีวิตของสิ่งที่เราสร้างตั้งแต่เกิด จนกระทั่งตาย ทำได้เพียงแค่นี้เท่านั้น ต้องทนดูพวกเจ้าทำลายพวกเราโดยที่ไม่อาจโต้ตอบอะไรได้ พวกข้ามีความผิดอะไรกัน ข้าทำผิดอะไรอย่างนั้นหรือ...ถ้าจะผิดก็มีเพียง เรื่องเดียว นั่นก็คือการสร้างพวกเจ้าขึ้นมา

                ผิดที่เลือกมนุษย์อย่างพวกเจ้า!

 

                หัวใจของเด็กชายกระตุกวูบเต้นระรัวถี่ยิบ สั่นสะท้านไปทั่วร่างกับความคิดที่ถ่ายทอดออกมาภายในใจ ทำไมข้าถึงได้ยินความคิดของท่าน หรือว่าท่านต้องการให้ข้าร่วมรับรู้ ต้องรู้สึกเช่นเดียวกันกับท่าน? ถึงข้าจะไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ข้าอยากจะบอกให้ท่านรับรู้ว่าข้าเองก็เสียใจที่ต้องทำให้ท่านผิดหวังเช่นกัน

 

                "มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โง่เขลาทำเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น แม้กระทั่งการทำลายชีวิตของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิตของตนเองเพื่อผู้อื่นถึงแม้จะไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ตาม เพราะเหตุนี้ไม่ใช่หรอกหรือจิตของท่านจึงได้เลือกที่จะอยู่เคียงข้างกับมนุษย์"

 

                โครนอสกล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้ม พร้อมทิ้งคำถามให้โทรอสผู้ชิงชังได้ขบคิดถึงความเป็นจริงที่เจ้าตัวได้ลืมเลือนเมื่อถูกความเคียดแค้นเข้าครอบงำ นึกให้ออกสิ โทรอส นึกให้ออกว่าเจ้าเคยมีความสุขมากเพียงใด            

 

                โทรอสเลี่ยงที่จะตอบ กล่าวต่อถึงความคิดโต้แย้งที่เก็บอยู่ในใจ  "แต่สุดท้ายเงามืดก็กลืนกินแสงสว่างได้ในที่สุด เป็นเพราะมนุษย์ไม่อาจต้านทานความละโมบที่ฝังรากลึกอยู่ได้จึงต้องช่วงชิงจากธรรมชาติเพื่อเติมเต็มความต้องการที่ไม่เคยพอ เมื่อธรรมชาติไม่หลงเหลืออะไรอีกต่อไปแล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาแย่งชิงจากผู้อื่น พอถูกแย่งชิงของๆตนไปก็โต้ตอบด้วยการแย่งคืนกลับ จนบางครั้งเหตุผลที่มีอยู่ก็เลือนหายเหลือแต่เพียงอารมณ์ชักพา เปิดฉากสงครามโจมตีใส่กันโดยลืมคำนึงถึงผลเสียที่ตามมา ขอเพียงแค่ชนะและได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น จิตใจที่ตกต่ำเพราะหลงระเริงกับวัตถุฉาบฉวยรอบกาย ลืมสิ้นถึงต้นกำเนิดของตน เบียดเบียนธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำลายแม้แต่ดวงดาวที่เป็นเสมือนบ้านของตัวเอง....."

 

                พวกเจ้าเป็นผู้ทำลายข้า!

 

                ความจริงยิ่งตอกย้ำความผิดลงไปในจิตใจของเด็กน้อยผู้ร่วมฟัง โลกในยุคสุดท้ายที่เขาอาศัยอยู่ก่อนที่จะถูกธรรมชาติทวงคืนทุกสิ่งนั้นสงครามเกิดขึ้นได้โดยง่ายเพียงเพราะความต้องการ ที่ต้องจบลงแบบนี้ก็สมควรอย่างที่ท่านพูดแล้วกระมัง

 

                "ท่านพูดราวกับว่ามีแต่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำลายดวงดาวของตนเอง หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเหตุใดพี่น้องของเราถึงได้พากันหลับใหลเช่นนั้นเล่า" ดวงตาของโครนอสจ้องมองไปยังรูปปั้นหินที่ตั้งเรียงอยู่รายอยู่อีกฝาก เรียกให้โทรอสและเด็กชายมองตาม

               

                รูปปั้นหินสีดำสนิทมีลักษณะรูปร่างคล้ายกับมนุษย์มากมายตั้งเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ หินที่ไม่อยากจะปักใจเชื่อเลยว่าไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการแกะสลัก หนึ่งในสองวาระสุดท้ายของจิตแห่งดวงดาวที่โทรอสหวาดหวั่น การหลับใหลที่อาจไม่มีวันหวนกลับ น้อยนักที่จิตแห่งดวงดาวที่ต้องหลับไปเป็นระยะเวลานานจะมีความมุ่งมั่นที่มากพอแก่การตื่นขึ้นมาเพื่อฟื้นฟูดวงดาวของตนเองอีกครั้ง แทบไม่มี ตั้งแต่ได้รับชีวิตจิตใจมาพวกเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นจิตแห่งดวงดาวดวงไหนสามารถทำสำเร็จได้เลย ทุกวันได้แต่เฝ้ามองการจากไปของพวกพ้อง

                และถึงแม้จะทำสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินทางมาถึงจุดนี้อีกอยู่ดี...ต้องพบกับความตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยน้ำมือของผู้คนที่ตนรักในดวงดาวของตน

               

                โครนอสยิ้มละไม ทว่ามันกลับเป็นรอยยิ้มที่แสนเศร้าในสายของของผู้ฟัง

                "ข้าเองที่เลือก 'ปิศาจ' ก็ได้มาถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน"

 

                คำพูดในประโยคต่อมาทำเอาดวงตาของโทรอสถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ ความลับที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ฟังในวันที่เขาเองกำลังจะตาย ทำไมกัน กลัวข้าเสียใจจนเป็นทุกข์ยิ่งไปกว่านี้งั้นหรือ?  

                "เหตุใดท่านจึงไม่บอกข้าว่าท่านเองก็......"

 

                นั่นสินะ ใช่ว่าการที่ตัวเราเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์จะทำให้เราสามารถหนีพ้นจากความตายได้ เราเกลียดและสาปแช่งพวกเขาเหล่านั้น เราโทษว่าพวกเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องตาย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอายุขัยของเราที่มีอยู่เพียงเท่านี้ไม่ใช่หรือ นัยน์ตาสีทองหันกลับไปมองเหล่าบรรดาพี่น้องที่ต้องล่วงลับไปก่อนด้วยความอาลัย โครนอสอาจกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ถึงพี่น้องของเราจะเลือกสิ่งอื่นที่แตกต่าง แต่ในวาระสุดท้ายไม่ว่าใครก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด และทรมานเหมือนๆกัน ไม่ว่าจะด้วยทางเลือกใดก็ตาม จุดจบก็ต้องมาถึงเข้าสักวัน

               

ไม่ใช่! ถ้าหากไม่มีพวกนั้นวันสุดท้ายของชีวิตเราก็จะไม่มีทางเลื่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วได้ถึงขนาดนี้หรอก!

 

                โครนอสฝืนพูดทั้งรอยยิ้ม "อาการในระยะสุดท้ายของข้าไม่เลวร้ายเหมือนอย่างเช่นท่านหรอก ไม่ต้องทนทรมาน รอเพียงวันที่ร่ายกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ...การจากไปที่ไม่มีวันฟื้นคืนเท่านั้น....  แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วง มันยังไม่ใช่เวลานี้"   

 

                โทรอสพยายามยันกายขึ้นนั่งโดยมีโครนอสคอยประคองอยู่ใกล้ๆ ม่านน้ำบดบังทำให้ภาพของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเริ่มเลือนลาง ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผู้ที่ต้องพบกับจุดจบของดวงดาวอีกแบบยังคงมีรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า อีกทั้งยังคงไว้ได้ซึ่งความอ่อนโยน ความตายที่น่ากลัวกว่าการหลับใหลแล้วค่อยๆสลายไปอย่างสงบ ท่านต้องพบกับมันทั้งที่ยังมีสติสมบูรณ์อยู่  ในตอนที่ดวงดาวของท่านต้องระเบิดออกเป็นจุล แล้วร่างกายของท่านต้องแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆมันจะรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ

 

                ความตายแบบไหนจะดีกว่ากัน แหลกสลายและจากไปชั่วกัลป์ หรือนอนรอความตายที่จะมาถึงช้าๆอย่างทุกข์ทรมาน

 

                โทรอสกุมมือของอีกฝ่ายแน่น เอ่ยเสียงสั่น "ยังทันนะ โครนอส หากท่านทำลายพวกนั้นพวกปิศาจที่ทำลายท่าน ถึงแม้พวกเราจะไม่มีอำนาจในการทำลาย แต่ใช่ว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาไม่ได้ พวกเรามีอำนาจในการสร้างสรรค์ที่ไม่จำกัดว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมานั้นจะเป็นอะไร   'นักฆ่า' ที่ได้รับพรสรรค์ในการทำลายล้างจากผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอย่างเรามีหรือที่จะพ่ายแพ้ ได้โปรด ข้าไม่อยากให้ท่านเผชิญหน้ากับการแตกดับ ท่านจำตอนที่ 'เอเนีย' สลายไปไม่ได้หรือ"

 

                ฝ่ามือของผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งกว่ายกขึ้นเช็ดน้ำตาของดาวฝาแฝดของตนอย่างเบามือ รอยยิ้มของผู้ที่ทำใจได้ระบายบางๆเพื่อปลอบโยน

 

                "โทรอส มันคือชะตากรรมที่ข้าเป็นผู้เลือกด้วยตัวของข้าเอง ท่านคิดว่าข้าจะทำเรื่องอย่างนั้นได้ลงคอเชียวหรือ ถึงแม้ว่าข้าจะต้องตายแต่ข้าเองก็เต็มใจที่อย่างน้อยข้าก็ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ข้าเลือก ได้พบเห็นสิ่งต่างๆมากมายซึ่งมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ข้าจากไปได้อย่างสงบ ท่านไม่เคยรู้สึกผูกพันกับผู้คนของท่านเลย และสามารถทนเห็นผู้คนเหล่านั้นตายแทนท่านได้ ท่านคิดเช่นนั้นจริงๆหรือว่าข้าแค่หูฝาดไป"

 

                ผู้ถูกซักถามเบือนหน้าหนี ไม่ใช่ว่าไม่รู้คำตอบของคำถามนั้น แต่เป็นเพราะคำตอบที่หัวใจเป็นผู้ตอบนั้นช่างตรงกันข้ามกับความแค้นที่สั่งสมมานานนับพันปี โครนอสระบายยิ้มอย่างโล่งใจกับแววตาของโทรอสคนเดิมที่กำลังจะกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง

 

                "ท่านรู้สึกสนุกและมีความสุขกับคนของท่านหรือไม่ โทรอส หรือว่าท่านอยากจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปชั่วนิรันดร์ ท่านคิดว่าแบบไหนจะดีกว่ากัน"

               

                อีกหนึ่งคำถามที่เสียดแทงใจ ดวงตาสีทองมองตรงไปยังรูปปั้นหินของผู้เป็นเสมือนดั่งพี่สาว นางเลือกที่จะไม่ใช้พลังสร้างสิ่งใดขึ้นมา เลือกที่จะอยู่เพียงลำพังกับเส้นทางที่แสนโดดเดี่ยว ไม่จำเป็นต้องแบกรับความเจ็บปวดจากการถูกทรยศ ได้ใช้ชีวิตเท่ากับอายุขัยจริงๆของตน แต่มันจะเหงาและอ้างว้างมากสักแค่ไหนกันกับโลกที่ไม่มีใครอาศัยอยู่สักคน....

 

                โทรอสผู้ที่ได้เหตุผลทั้งหมดคืนกลับมา สบตาของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน รอยยิ้มของผู้ที่ยอมรับความเป็นจริงอย่างกล้าหาญ

                "นั่นสินะ 'เซลซิอุส' จะรู้สึกอย่างไรกัน ถ้าต้องจากไปโดยที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการจากไปของตน"

               

                "ท่านก็เพียงแค่หลับเพื่อเยียวยาบาดแผลเท่านั้น อีกไม่นานหรอก ท่านก็จะตื่นแล้วสร้างโลกใบใหม่อย่างที่ท่านต้องการได้อีกครั้ง"

 

                ฝ่ามืออบอุ่นของพี่ชายยกขึ้นลูบศีรษะของผู้เป็นน้อง ขณะเดียวกันก็มอบกำลังใจผ่านทางคำพูด ทว่าโทรอสกลับยิ่งรู้สึกวูบโหวงภายในอก รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ กอดร่างของโครนอสเอาไว้แน่น

 

                "แล้วถ้าวันนั้นของข้ามาไม่ถึง หากข้าจะต้องหลับไปตลอดกาลจนหมดกำลังแล้วตายลงจริงๆ ข้าไม่มีความมั่นใจเลย........"......และข้าก็กลัวที่จะต้องตื่นขึ้นมาโดยไม่มีท่าน ชีวิตที่ไม่มีท่านคอยดูแลมันจะเป็นอย่างไร......

               

                โทรอสพยายามอย่างสุดกำลังที่จะไม่หลุดประโยคสุดท้ายออกมา ประโยคที่ไม่ว่าต่อให้ตัวเขาอ่อนแอมากเพียงไรก็จะพูดออกไปไม่ได้ ประโยคที่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้เป็นพี่ชาย

 

โดยไม่ทันรู้ตัว โทรอสคาดเดาการเปลี่ยนแปลงอนาคตที่ตนหวาดหวั่นได้เกือบถูกต้องแล้ว แต่น่าเสียดายนักที่กว่าจะรู้ตัว ทุกอย่างก็สายเกินไป.....

 

                 "ท่านยังจำความพิเศษของดาวฝาแฝดที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่ขนานกันได้หรือไม่" 

               

                โครนอสถามคำถามด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ฝ่ายผู้ถูกถามก็ตอบสนองด้วยการพยัก และตอบคำถามโดยทันที

               

                "ความรุ่งเรืองของข้าคือความพินาศของท่าน และในทางกลับกันความพินาศของข้าก็คือความรุ่งเรืองของท่าน"

 

                "ถูกแล้ว ผลร้ายที่เกิดขึ้นกับข้าจะกลับเป็นผลดีแก่ท่าน เมื่อความพินาศของข้าจะช่วยให้ท่านไปถึงสิ่งที่ท่านปรารถนาได้ ข้าก็ยินดีที่จะทำ อายุที่สั้นลงของข้าจะช่วยให้ท่านได้ตื่นขึ้นมาอย่างแน่นอน"

 

                "โครนอส ท่านหมายถึง....." โทรอสพยายามเอื้อมมือขว้าร่างของพี่ชายที่กำลังอ่อนพลังวิญญาณลงเรื่อยๆจนไม่อาจจับต้องได้ น้ำตาไหลรินลงอาบสองแก้มกับความเจ็บปวดที่ทำให้หัวใจแทบแตกสลาย "ท่านเร่งเวลาเพื่อข้าไปทำไมกัน!!"

 

                คำถามที่ไม่จำเป็นต้องรอฟังคำตอบ ในเมื่อมันแจ้งชัดอยู่ภายในใจ ยิ่งเสียใจและเจ็บปวด เพราะสาเหตุของการกระทำนั้นมาจากความอ่อนแอของตัวเขาเอง......

 

                "การที่ข้าได้มีชีวิตและได้มาพบกับพวกท่านถือเป็นของขวัญที่สำคัญที่สุดสำหรับข้า ข้ามีความสุขมากจริงๆ"

 

                โครนอสกล่าวอำลาเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมรอยยิ้ม มือโปร่งแสงวางทาบลงกับใบหน้าของน้องชายที่ถึงแม้ว่าไม่อาจจับต้องได้อีกต่อไปแล้ว จวบจนเมื่อถึงเวลามือที่ยังคงอบอุ่นอยู่เสมอข้างนั้นจึงค่อยๆผละออกอย่างหักใจ พร้อมกับการแตกสลายของจิตวิญญาณ

 

                "อย่า! โครนอส! ข้าไม่เคยต้องการชีวิตของท่าน!!!"

 

                เสียงร้องห้ามตะโกนดังจนสุดเสียงเพื่อห้ามในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ร่างกายแข็งทื่อกับภาพของร่างโปร่งแสงที่แตกสลายกลายเป็นละอองแสงมากมายก่อนที่จะหายลับไป ไม่มีอะไรหลงเหลือ แม้แต่หลักฐานแห่งชีวิต......

 

                "แล้วมันจะต่างกันตรงไหน ความตายกับการต้องทนรับรู้การจากไปของพี่น้องที่ข้ารัก....ข้ามันโง่เอง!!"

               

                ร่างที่นั่งนิ่งตัวแข็งกัดฟันแน่น หยาดน้ำใสที่มาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสายเลือดในกายไหลรินออกมาด้วยความโศกเศร้า เผชิญหน้ากับความรู้สึกที่เคยหวาดกลัว 'การตายทั้งเป็น' เวลานี้ข้าได้รู้แล้วว่ามันรู้สึกเช่นไร

 

                โทรอสยกชายเสื้อซับน้ำตาเลือดของตนออกจากใบหน้า ดวงตาส่องประกายกล้ากับความคิด พลันส่งเสียงร้องเรียก

                 "เจ้าเด็กน้อย จงมาที่นี่ เข้ามาใกล้ๆข้า"

 

                "ท่าน...ท่านรู้?" เด็กชายผู้เฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดหลุดเสียงหลง ยังคงยืนนิ่ง แต่ด้วยความเกรงกลัวที่มีต่อร่างจิตแห่งดวงดาวนั้นมีอำนาจเหนือกว่าความกลัวจึงจำต้องเดินเข้าไปหาแต่โดยดี

               

                "เจ้าเคยให้คำปฏิญาณที่จะช่วยเหลือข้าใช่หรือไม่" นัยน์ตาสีทองนิ่งสนิทไม่สะท้อนแววใดๆ น้ำเสียงทรงอำนาจกล่าวถามร่างที่ยืนสั่นอยู่ตรงหน้า เด็กน้อยทำได้เพียงแค่ก้มหน้างุดในตอนแรก จวบจนเมื่อทำใจให้สงบลงได้จึงกล้าที่จะเงยหน้าของตนขึ้น สบประสานกับดวงตางดงามของผู้มีอำนาจเหนือกว่าตรงๆ

               

                "ข้าปรารถนาที่จะช่วยเหลือท่านให้พ้นจากความทรมาน" เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ สร้างรอยยิ้มบางให้ปรากฏอยู่บนใบหน้านิ่งเรียบ

               

                "เจ้ารักดวงดาวและผู้คนของเจ้าหรือไม่" ทันทีที่ได้รับคำตอบ คำถามต่อมาก็ถูกถามออกไปในทันที

               

                "ข้าเสียใจที่ข้าเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านล้มป่วย ถ้าหากข้าย้อนเวลากลับไปได้ ข้าจะไม่ทำอีกและจะห้ามไม่ให้พวกพ้องของข้าทำร้ายท่าน ข้าเองก็รู้สึกผิดหวังที่มนุษย์ปล่อยให้อำนาจเพียงด้านเดียวเข้าครอบงำ แต่ข้าคิดว่ายังมีมนุษย์อีกมากที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น และข้าก็เชื่อว่ามนุษย์สามารถขัดเกลาจิตใจเพื่อที่จะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นได้"

 

                "เจ้าตอบข้าไม่ตรงคำถาม" เสียงเรียบดุเบาๆ แต่กระนั้นก็ทำเอาเด็กชายตกใจกลัวจนหน้าซีด "ช่างเถิด...  ถ้าหากเจ้าเป็นพี่ชายของข้าจะเจ้าทำเช่นเดียวกับที่เขาทำหรือไม่"

               

                เด็กชายใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบออกไปอย่างไม่มั่นใจนัก

                "ข้าจะทำ เพราะผู้ที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่และพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อให้ได้มาในชีวิตที่ดีขึ้น สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่างจากผู้ที่ปล่อยวางในทุกสิ่งอย่างเช่นพี่ชายของท่าน"

 

                วูบเดียวเท่านั้นที่เด็กชายเห็นดวงตาของผู้ที่นั่งอยู่ในเบื้องหน้าว่างเปล่า แต่ไม่นานนักดวงตาสีทองนั้นก็ฉายถึงความโศกเศร้า โทรอสยกมือกุมตรงหัวใจแน่นทนกับความเจ็บปวดที่มีมากเกินกว่าที่จะบรรยาย นี่เขาต้องมาพบเหตุการณ์แบบนี้มากี่ครั้งแล้วนะ ความเจ็บปวดที่ควรจะชินชาได้แล้ว แต่ทำไมหัวใจถึงยังไม่ชินกับมันสักที!

 

                เหนื่อย....ข้าเหนื่อยที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเหลือเกิน.....

               

                "ขอข้าอภัยที่ทำให้ท่านต้องเจ็บปวด" เด็กชายรีบคุกเข่าลงก้มหน้านิ่ง ยอมรับผิดแต่โดยดี

 

                ดวงหน้าหม่นเศร้าส่ายช้าๆ "ลุกขึ้นเถิด เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ฝ่ายที่ผิดก็คือข้าเองไม่ใช่เจ้า"

 

                โทรอสยกมือข้างขวาของตนยื่นออกไปข้างหน้า เด็กชายที่ได้รับการให้อภัยรีบลุกขึ้นมาประคองไว้อย่างเบามือ พลันร่างทั้งร่างของเด็กชายก็ถูกดึงเข้าหาร่างของอีกฝ่ายด้วยแรงฉุดเพื่อโอบกอดเอาไว้ มือใหญ่ลูบศีรษะของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน

 

                "ข้าเชื่อว่าถ้าเป็นเจ้า การเริ่มต้นใหม่ของดวงดาวของเราจะต้องเต็มไปด้วยความสุขอย่างแน่นอน"

 

                ด้วยอำนาจในน้ำเสียง และอำนาจในการชี้นำที่สะกดอีกฝ่ายผ่านทางสายตา เปลือกตาของเด็กชายจึงค่อยๆปิดลง จิตแห่งดวงดาวยิ้มออกมาทั้งน้ำตากับการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของตน ทางเลือกที่อาจกล่าวได้ว่าเห็นแก่ตัว ร่างกายที่เคยจับต้องได้เริ่มโปร่งแสงเช่นเดียวกับผู้เป็นพี่ราวกับย้อนฉากกลับไปในอดีตที่ต่างกันเพียงแค่ตัวแสดง ริมฝีปากบางขยับร่ายเวทบทสุดท้ายถ่ายทอดพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีให้กับร่างจิตที่ถูกเลือกคนใหม่ ดวงจิตที่แต่เดิมถือกำเนิดมาจากมนุษย์

 

                ขอแค่มีเพียงความมุ่งมั่น ไม่ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากอะไรก็ไม่มีความแตกต่างไม่ใช่หรือ?

 

                "ข้าได้เลือกแล้วที่จะจากไป ทำหน้าที่แทนในส่วนของข้าด้วย"

 

                ฝ่ามือโปร่งแสงประทับลงใบหน้าของเด็กน้อยแสดงถึงการยอมรับที่ตนมีให้ สัมผัสสุดท้ายที่เลือนหายไปพร้อมๆกันร่างของเด็กชายชาวมนุษย์ที่กลายสภาพเป็นรูปปั้น การจำศีลไปชั่วระยะหนึ่งเพื่อรอเวลาที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อสร้างยุคสมัยของตนเอง

 

                การเดินทางกลับจากจุดสูงสุดเพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

 

 

                .................................................................................................

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet